posttoday
ต้องยกเครื่องเบิก-จ่ายรัฐ

ต้องยกเครื่องเบิก-จ่ายรัฐ

26 มกราคม 2558

ใครที่ทำมาค้าขายหรือติดตามข่าวสารเศรษฐกิจในช่วงนี้คงเห็นตรงกันว่า เศรษฐกิจไทยไม่ค่อยสดใสอย่างที่รัฐบาลตั้งความหวังไว้ เห็นได้จากการเบิกจ่ายงบแผ่นดินและงบลงทุนของหน่วยงานราชการต่างๆ ในช่วงเดือน ต.ค.-ธ.ค.ที่ผ่านมา ซึ่งมีงบลงทุนถึง 4.44 แสนล้านบาท แต่กลับเบิกจ่ายได้ไม่ถึงร้อยละ 10 แถมยังเบิกต่ำกว่างบลงทุนปีที่แล้วถึงร้อยละ 30 อีกทั้งเงินอัดฉีดกระตุ้นเศรษฐกิจจากงบเหลื่อมปีซึ่งมีเงินถึง 3.36 แสนล้านบาท แต่กลับเบิกจ่ายได้เพียง 7.77 หมื่นล้านบาทเท่านั้น ขนาดที่มีเงินพร้อม โครงการชัดเจนแต่ยังจ่ายไม่ได้

ใครที่ทำมาค้าขายหรือติดตามข่าวสารเศรษฐกิจในช่วงนี้คงเห็นตรงกันว่า เศรษฐกิจไทยไม่ค่อยสดใสอย่างที่รัฐบาลตั้งความหวังไว้ เห็นได้จากการเบิกจ่ายงบแผ่นดินและงบลงทุนของหน่วยงานราชการต่างๆ ในช่วงเดือน ต.ค.-ธ.ค.ที่ผ่านมา ซึ่งมีงบลงทุนถึง 4.44 แสนล้านบาท แต่กลับเบิกจ่ายได้ไม่ถึงร้อยละ 10 แถมยังเบิกต่ำกว่างบลงทุนปีที่แล้วถึงร้อยละ 30 อีกทั้งเงินอัดฉีดกระตุ้นเศรษฐกิจจากงบเหลื่อมปีซึ่งมีเงินถึง 3.36 แสนล้านบาท แต่กลับเบิกจ่ายได้เพียง 7.77 หมื่นล้านบาทเท่านั้น ขนาดที่มีเงินพร้อม โครงการชัดเจนแต่ยังจ่ายไม่ได้

ผมเคยเขียนในคอลัมน์นี้หลายครั้งว่า หากจะผลักดันเศรษฐกิจรัฐบาลจะต้องเร่งปฏิรูประบบการเบิก-จ่ายงบประมาณ ยกเครื่องกระบวนการที่รกรุงรังจนเกิดคอขวด แต่ก็ไม่สามารถแก้ปัญหาคอร์รัปชั่นได้อยู่ดี โดยเฉพาะระเบียบ คำสั่งที่ล้าสมัย หรือคำสั่งที่ไม่ชัดเจนจนเป็นอุปสรรคที่ทำให้ข้าราชการไม่กล้าที่จะดำเนินการใดๆ เพราะกลัวถูกตรวจสอบภายหลัง ซึ่งรัฐบาลควรเข้าไปดูแลแก้ไขอย่างจริงจัง แม้ปกติภาคเอกชนไม่ค่อยอยากไปยุ่งเกี่ยวการเบิกจ่ายของรัฐ แต่ช่วงนี้ปรากฏอยู่เป็นข่าวค่อนข้างมาก เพราะการขับเคลื่อนของเอกชนอ่อนแอทั้งการบริโภคในประเทศและการส่งออกที่ยังเงียบ

เศรษฐกิจของไทยในช่วงครึ่งปีแรกคงยากที่จะคาดเดา เพราะโยงใยเกี่ยวข้องกับเศรษฐกิจโลกที่ยังมีความเปราะบาง คงหวังพึ่งการส่งออกได้ยาก ส่วนด้านการลงทุนของเอกชนซึ่งหวังว่าจะเติบโตได้
ร้อยละ 6.0 ผมไม่ค่อยแน่ใจ เพราะถึงแม้นการอนุมัติลงทุนผ่านบีโอไอในปีที่ผ่านมาอาจดูดี แต่เม็ดเงินจริงที่จะเข้ามาลงทุนในระยะใกล้ๆ อาจเป็นอีกเรื่องหนึ่ง เพราะนักลงทุนต่างชาติยังต้องดูสภาวะเศรษฐกิจและการเมืองของไทย อีกทั้งยังมีทางเลือกในการลงทุนในอินโดนีเซีย เวียดนาม กัมพูชา ซึ่งมีต้นทุนการผลิตที่ต่ำกว่าไทยค่อนข้างมาก

ความหวังที่จะให้การบริโภคภายในประเทศมาผลักดันเศรษฐกิจ อาจจะไม่ใช่เรื่องง่าย เพราะเศรษฐกิจในประเทศค่อนข้างอ่อนแอ สะท้อนจากตัวเลขการค้าปลีกทั้งระบบในปีที่แล้วขยายตัวเพียงร้อยละ 3.25 ต่ำสุดในรอบ 10 ปี การเก็บภาษีของรัฐในช่วง 3 เดือนล้วนติดลบ อีกทั้งรายได้ของเกษตรกรซึ่งเป็นกลุ่มประชากรส่วนใหญ่พบว่าสินค้าเกษตรหลักทั้งข้าว ยางพารา ราคาตกต่ำ จากการได้มีโอกาสพูดคุยผู้นำเกษตรกร พบว่าราคาขายข้าวเปลือก 15% ซึ่งเป็นข้าวคุณภาพดี ราคาขายจริงอยู่ที่ 6,500-7,000 บาท ต่างจากข้อมูลของกระทรวงเกษตรฯ ซึ่งแจงว่าราคาข้าวขายได้ตันละ 8,000-9,000 บาท

ชาวสวนยางซึ่งรัฐบาลได้เข้าแทรกแซงราคายางจนดีดตัวสูงขึ้น 62.90 บาท/กิโลกรัม แต่ต้องเป็นขายผ่านตลาดกลางซึ่งทั้งประเทศมีเพียง 6 แห่ง และรัฐบาลรับซื้อเฉพาะยางคุณภาพดีที่เรียกว่ายางแผ่นรมควันชั้น 3 ซึ่งมีเกษตรกรเพียงร้อยละ 5-6 เท่านั้นที่จะได้อานิสงส์ ทำให้ราคาน้ำยางสดซึ่งเกี่ยวข้องกับเกษตรกรโดยตรง ราคาลดต่ำลงเหลือ 38 บาท/กิโลกรัม ซึ่งใกล้เคียงกับราคาในช่วงน้ำยางสดตกต่ำสุด และเกษตรกรเขาฝากมาบอกว่า “เกาไม่ถูกที่ ช่วยไม่ถูกคน คงฟังแต่พวกนักวิชาการหรือกลุ่มเทคโนแครตรุ่นเก่า เป็นดาราตกสมัย คงใช้วิธีเดิมๆ เข้ามาแก้ปัญหาเศรษฐกิจในช่วงนี้ไม่ได้”

ในช่วงเวลาเช่นนี้การขับเคลื่อนเศรษฐกิจของประเทศจำเป็นต้องอาศัยภาครัฐ ซึ่งยังเป็นภาคส่วนเดียวที่ยังมีกำลังอยู่ โดยเร่งอัดฉีดเงินเข้าสู่ระบบไม่ต้องไปกังวลว่าเป็นประชานิยม เพราะดูจากธนาคารกลางยุโรปได้อัดฉีดเงินมหาศาลแบบไม่เกรงใจใครเพื่อแก้วิกฤตของประเทศ รัฐบาลควรใช้จังหวะนี้ในการกระตุ้นเศรษฐกิจ ซึ่งงบประมาณหรือเงินเข้าใจว่ามีอยู่พร้อม แล้วติดอยู่ที่วิธีการเบิกจ่าย คงต้องเคาะสนิม
ไขลาน เปลี่ยนแบต หรือจะยกเครื่องกันใหม่ ส่วนมาตรการใหม่ๆ คงไม่ต้องคิดแล้ว เอาที่มีอยู่ใส่เงินเข้าไปให้ตรงจุดให้ถึงมือกลุ่มคนซึ่งมีปัญหา ที่สำคัญเบิก-จ่ายเร็ว แต่ต้องไม่หละหลวมจนเงินรั่วไหล แค่นี้ก็น่าจะขับเคลื่อนประคับประคองเศรษฐกิจให้ผ่านพ้นช่วงนี้ไปให้ได้ ส่วนที่เหลือค่อยมาว่ากัน...ครับ

ข่าวล่าสุด

จากพลังงานสู่พลังชุมชน ปตท. ปั้น 44 “ช่างชุมชน” รุ่นที่ 12 ต่อยอดพลังงานสะอาดให้ตอบโจทย์พื้นที่

จากพลังงานสู่พลังชุมชน ปตท. ปั้น 44 “ช่างชุมชน” รุ่นที่ 12 ต่อยอดพลังงานสะอาดให้ตอบโจทย์พื้นที่