
‘คิวอี’หนุนหุ้นทะลุ 1,600
ตลาดหุ้นไทยดีดตัวขึ้นทะลุ 1,600 จุด ไปอย่างง่ายดาย เมื่อวันที่ 23 ม.ค.ที่ผ่านมา ซึ่งเป็นการปรับตัวตามตลาดหุ้นทั่วโลก
ตลาดหุ้นไทยดีดตัวขึ้นทะลุ 1,600 จุด ไปอย่างง่ายดาย เมื่อวันที่ 23 ม.ค.ที่ผ่านมา ซึ่งเป็นการปรับตัวตามตลาดหุ้นทั่วโลก ขานรับมาตรการคิวอีของธนาคารกลางยุโรป (อีซีบี) ที่มีมติอัดฉีดเม็ดเงินกระตุ้นเศรษฐกิจถึง 6 หมื่นล้านยูโรต่อเดือน นับว่าสูงกว่าที่ตลาดคาดการณ์ก่อนหน้านี้ที่ระดับ 5.5 แสนล้านยูโร ส่งผลให้เม็ดเงินไหลเข้าลงทุนในตลาดหุ้นโลก เช่นเดียวกับตลาดหุ้นไทย นักลงทุนต่างชาติซื้อสุทธิถึง 3,283 ล้านบาท ส่งผลให้ดัชนีหุ้นดีดตัว 37.99 จุด หรือ 2.43% ปิดที่ระดับ 1,598.33 จุด ด้วยมูลค่าการซื้อขายมากถึง 70,008.94 ล้านบาท
นายวิศิษฐ์ องค์พิพัฒนกุล กรรมการผู้จัดการ บล.ทรีนีตี้ กล่าวว่า คาดว่าเม็ดเงินคิวอีที่จะเข้ามาลงทุนจะส่งผลให้ดัชนีหุ้นในไตรมาสนี้เคลื่อนไหวแถว 1,600-1,650 จุด โดยหุ้นกลุ่มธนาคารพาณิชย์จะเป็นหุ้นเด่น และกลุ่มพลังงานก็น่าสนใจ ภายหลังจากราคาน้ำมันดิบในตลาดโลกน่าจะนิ่งอยู่บริเวณแนวรับ 45-46 เหรียญสหรัฐ/บาร์เรล
บริษัท ศูนย์วิจัยกสิกรไทย และบริษัทหลักทรัพย์ กสิกรไทย คาดแนวโน้มสัปดาห์นี้ (26-30 ม.ค.) ดัชนีมีโอกาสปรับตัวลดลง ต้องระวังแรงขายทำกำไร ขณะที่เครื่องชี้เศรษฐกิจสหรัฐที่ต้องติดตาม ได้แก่ ยอดสั่งซื้อสินค้าคงทน และตัวเลขเศรษฐกิจประจำไตรมาส 4 ปี 2557 ขณะเดียวกัน คงต้องจับตาผลการเลือกตั้งของกรีซ รวมทั้งผลการประชุมธนาคารกลางสหรัฐ (เฟด) ด้วย
กลุ่ม ช. ปรับโครงสร้างใหญ่
บริษัท ช.การช่าง (CK) นำทัพในการจัดโครงสร้างผู้ถือหุ้นและธุรกิจใหม่ โดย CK จะมีการขายหุ้น บริษัท ไซยะบุรี พาวเวอร์ (XPCL) จำนวน 30% คิดเป็นมูลค่า 4,340 ล้านบาท ให้กับ บริษัท ซีเค พาวเวอร์ (CKP) เพื่อให้ CKP ถือหุ้นในธุรกิจพลังงานไฟฟ้าเต็มตัว และลดภาระของบริษัทในการลงทุนเพิ่มเติม
ทั้งนี้ CKP จะต้องเพิ่มเปลี่ยนแปลงมูลค่าหุ้นที่ตราไว้ (พาร์) เหลือหุ้นละ 1 บาท จากเดิม 5 บาท หลังจากนั้นจะเพิ่มทุน 3,740 ล้านหุ้น ขายผู้ถือหุ้นเดิมและรองรับใบสำคัญแสดงสิทธิที่จะซื้อหุ้น (วอร์แรนต์) ที่จะให้ฟรีแก่ผู้ที่จองซื้อหุ้นเพิ่มทุน คาดว่าการทำรายการดังกล่าวจะแล้วเสร็จภายในไตรมาส 3 ปี 2558 นี้
ขณะเดียวกัน บริษัท ช.การช่าง ได้จับ บริษัท ทางด่วนกรุงเทพ (BECL) และรถไฟฟ้ากรุงเทพ (BMCL) ควบรวมกิจการ โดยวิธีการแลกหุ้นและจัดตั้งบริษัทขึ้นใหม่ นำจุดแข็งแกร่งของทั้งสองบริษัทเข้าด้วยกัน ทั้งฐานะการเงิน เพิ่มศักยภาพการแข่งขันทางธุรกิจ เพื่อเตรียมความพร้อมรองรับการเติบโตอย่างยั่งยืนในอนาคต และการเข้าสู่ประชาคมเศรษฐกิจอาเซียน (เออีซี)
แบงก์ฟาดกำไร 206,915 ล้าน
ธนาคารพาณิชย์ทั้งระบบ รวม 11 แห่ง มีกำไรรวมทั้งสิ้น 206,915 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 7,061 ล้านบาท คิดเป็น 3.53% เปรียบเทียบกับกำไรสุทธิ 199,854 ล้านบาท ในปี 2556 นับว่าขยายตัวสูงกว่าเศรษฐกิจรวม ธนาคารส่วนใหญ่มีกำไรสุทธิเพิ่มขึ้น ยกเว้น บริษัท ทุนธนชาต (TCAP) ที่มีกำไรสุทธิลดลงมากที่สุด 44.53% เหลือเพียง 5,120 ล้านบาท ตามด้วย ธนาคารเกียรตินาคิน (KKP) มีกำไรสุทธิ 2,636 ล้านบาท ลดลง 40.33% ธนาคารซีไอเอ็มบี ไทย (CIMBT) กำไรสุทธิ 988 ล้านบาท ลดลง 33.69% และธนาคารกรุงไทย (KTB) มีกำไรสุทธิ 33,195 ล้านบาท ลดลง 3.87%
ขณะที่ธนาคารขนาดใหญ่หลายราย ก็มีกำไรสุทธิออกมาตามคาดการณ์ ส่วนธนาคารทหารไทย(KBANK) ดีกว่าคาดการณ์ และสุขภาพทางการเงินก็มีความแข็งแรงยิ่งขึ้น เพราะฉะนั้นเมื่อมีเงินทุนไหลเข้ามาลงทุน จึงพุ่งเป้าเข้าไปหากลุ่มธนาคารพาณิชย์ สนับสนุนให้ราคาหุ้นปรับตัวแรงในสัปดาห์ที่ผ่านมา
KC พัฒนาอสังหาฯ เพื่อสูงวัย
ในสัปดาห์ที่ผ่านมา ตลาดหุ้นโดยรวมสดใส และหุ้นตัวเล็กยังคงได้รับความสนใจในการเก็งกำไรมากเหมือนที่ผ่านมา
อย่างไรก็ตาม หุ้นบริษัท เค.ซี.พร็อพเพอร์ตี้ (KC) ที่สร้างสถิติร้อนแรงราคาพุ่งชนซิลลิ่ง 7 วันติดต่อกัน ก็เริ่มมีการขายทำกำไร กดราคารูดลงแรงอย่างรวดเร็วจากระดับสูงสุดรอบนี้ 11.80 บาท ลงมาเหลือ 5 บาท แม้ว่าที่เจ้าของคนใหม่ “ภัทรภพ อิทธิสัญญากร” ออกมาปฏิเสธเรื่องการเป็นตัวแทน (นอมินี) นักการเมืองอย่างที่คิดกัน ยืนยันการเป็นนักธุรกิจอสังหาริมทรัพย์ เจ้าของบริษัท จอยอัสไลฟ์ ประกาศเป้าหมายในการซื้อ KC ชัดเจน เพื่อปั้นฝันพัฒนาอสังหาฯ เพื่อคนสูงวัยก็ตาม







