
'ไฮพาวเวอร์มันนี่' สะดุด 'อุ๋ย' สะท้าน-เศรษฐกิจไม่คึกคัก
ท่ามกลางสถานการณ์เศรษฐกิจโลกปีนี้ที่ยังเอาแน่ไม่ได้ การอัดฉีดเงินของภาครัฐผ่าน “โครงการพิเศษ” และโครงการลงทุนโครงสร้างพื้นฐานต่างๆ จะมีบทบาทสำคัญอย่างยิ่งต่อการกระตุ้นเศรษฐกิจ
ท่ามกลางสถานการณ์เศรษฐกิจโลกปีนี้ที่ยังเอาแน่ไม่ได้ การอัดฉีดเงินของภาครัฐผ่าน “โครงการพิเศษ” และโครงการลงทุนโครงสร้างพื้นฐานต่างๆ จะมีบทบาทสำคัญอย่างยิ่งต่อการกระตุ้นเศรษฐกิจ
ในขณะที่ภารกิจดังกล่าวตกอยู่กับ ม.ร.ว.ปรีดิยาธร เทวกุล รองนายกรัฐมนตรี ในฐานะหัวหน้าทีมเศรษฐกิจอย่างเป็น “ทางการ” ภายใต้การนำของพล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีและหัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) โดยมีทีมที่ปรึกษาเศรษฐกิจ “ไม่เป็นทางการ” อย่าง สมคิด จาตุศรีพิทักษ์ สมาชิก คสช. คอยให้คำเสนอแนะต่อ คสช. โดยเฉพาะกับ “พี่ใหญ่ คสช.” พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ รองนายกฯ และ รมว.กลาโหม ในฐานะประธานที่ปรึกษา คสช.
แต่ปรากฏว่าในห้วง 3-4 เดือนที่ผ่านมา ชุดมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจที่ ม.ร.ว.ปรีดิยาธร เรียกว่า “ไฮพาวเวอร์มันนี่” หรือ “มาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจแบบจริงจัง ไม่ตำน้ำพริกละลายแม่น้ำ และไม่อยู่ในกรอบทฤษฎีประชานิยม” ซึ่งก็คือการเร่งรัดเบิกจ่ายงบกระตุ้นการจ้างงาน เช่น งบค้างท่อปีงบ 2557 งบลงทุนไตรมาสแรก ปีงบ 2558 งบกลางที่กันไว้เหลื่อมปี 2554-2557 เพื่อลงทุนโครงการขนาดเล็ก ตลอดจนการจ่ายเงินช่วยปัจจัยการผลิตให้ชาวนาและชาวสวนยาง 1,000 บาท/ไร่ วงเงิน 3.32 แสนล้านบาท กลับไม่เป็นไปตามเป้าหมาย ส่งผลให้เศรษฐกิจไม่คึกคักตามที่หวัง
อาทิ การจ่ายเงินให้ชาวสวนยางไร่ละ 1,000 บาท วงเงินทั้งสิ้น 8,500 ล้านบาท ที่กำหนดจ่ายเงินแล้วเสร็จภายในเดือน พ.ย.ปีที่แล้ว แต่ ณ วันที่ 16 ม.ค. 2558 มีการเบิกจ่ายเงินให้ชาวสวนยาง 5.18 แสนครัวเรือน เป็นเงิน 4,944 ล้านบาท ยังเหลือชาวสวนที่ยังไม่ได้เงินอีก 3 แสนราย คิดเป็นเงินกว่า 3,600 ล้านบาท เช่นเดียวกับการเบิกจ่ายงบค้างท่อและงบปี 2558 ที่พลาดเป้า โดยเฉพาะการเบิกจ่ายลงทุนทำได้ไม่ถึง 10%
มนัส แจ่มเวหา อธิบดีกรมบัญชีกลาง ระบุว่า ภาพรวมการเบิกจ่ายงบไตรมาสแรกของปีงบ 2558 (ต.ค-ธ.ค. 2557) มีการเบิกจ่าย 7.66 แสนล้านบาท หรือ 34.03% แต่การเบิกจ่ายงบลงทุนยังต่ำกว่าเป้าที่ตั้งไว้มาก มีการเบิกจ่ายเพียง 4.12 หมื่นล้านบาท จากงบลงทุุนทั้งหมด 4.44 แสนล้านบาท หรือคิดเป็น 9.29% ต่ำกว่าที่สำนักงบประมาณ
ตั้งเป้าจะเบิกได้ 30% ของงบลงทุนรวม
แม้ ม.ร.ว.ปรีดิยาธร เองก็ยอมรับว่า การเบิกจ่ายงบลงทุนไตรมาสแรกที่ทำได้เพียง 4 หมื่นล้านบาท ต่ำกว่าเป้าหมายที่ 8 หมื่น-1 แสนล้านบาทมาก แต่ยังเชื่อว่าการเบิกจ่ายจะสูงขึ้นตั้งแต่ไตรมาส 2 ทว่าในใจ ม.ร.ว.ปรีดิยาธร ยังกังวลว่าการเบิกจ่ายจะพลาดเป้าได้อีก เนื่องจากราคาน้ำมันที่ปรับตัวลดลง ทำให้ ครม.มีมติให้มีการทบทวนราคากลางก่อสร้างโครงการลงทุนทั้งหมด ซึ่งทำให้การจัดซื้อจัดจ้างและการลงทุนต้องลากยาวออกไป
ทว่า วิบากกรรมของ ม.ร.ว.ปรีดิยาธร ไม่จบลงเท่านั้น เพราะในการประชุมร่วมคณะรัฐมนตรี (ครม.) และ คสช. เมื่อวันที่ 20 ม.ค.ที่ผ่านมา สมคิด ตั้งคำถามกรณีการจ่ายเงินช่วยเหลือเกษตรกรที่ล่าช้า และราคาผลผลิตการเกษตรที่ลดลง ส่งผลให้เกษตรกรมีเงินจับจ่ายใช้สอยน้อยลงมาก เห็นได้จากการจัดเก็บภาษีมูลค่าเพิ่ม (แวต) ที่ลดลง
ตามด้วย มีชัย ฤชุพันธุ์ ที่ปรึกษา คสช. และ ณรงค์ชัย อัครเศรณี รมว.พลังงงาน ที่ให้ความเห็นว่าผู้ที่จะได้ประโยชน์จากมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจของรัฐบาล ส่วนใหญ่จะเป็นประชาชนที่มีฐานะปานกลางขึ้นไปถึงระดับสูง 25 ล้านคน จากประชากรในวัยแรงงาน 40 ล้านคน ขณะที่เกษตรกร 15 ล้านคน ไม่ได้อานิสงส์จากมาตรการเท่าใดนัก
สิ่งที่ ม.ร.ว.ปรีดิยาธร กำลังเผชิญอยู่ถือว่าหนักหนาสาหัสเอาการทีเดียว







