
คืนความเชื่อมั่นสู่ประเทศไทยด้วยการเริ่มต้นปฏิรูปภาษี (2)
....กิติพงศ์ อุรพีพัฒนพงศ์
ฉบับที่แล้วผมทิ้งท้ายไว้ด้วยเรื่องสิทธิประโยชน์จากมาตรการการส่งเสริม สำนักงานปฏิบัติการภูมิภาคของประเทศไทย หรือที่เรียกว่า
“Regional Operating Head Office (ROH) มาว่ากันต่อเลยนะครับ...ในมาตรการนี้ยังมีการผ่อนปรนเงื่อนไขและการดำเนินธุรกรรมเงินตราสกุลต่างประเทศของ ROH ให้มีความง่ายมากขึ้น เช่น อนุญาตให้โอน กู้ หรือยืมเงินสำหรับธุรกิจในเครือเป็นเงินตราต่างประเทศ โดยไม่ต้องแปลงเป็นเงินบาท ซึ่งทำให้ต้นทุนเพิ่มขึ้นโดยไม่จำเป็น รวมถึงการปรับปรุงเงื่อนไขรายละเอียดให้สะดวกขึ้น เช่น การจัดตั้งบริษัทในเครือต่างประเทศ 3 บริษัท ก็ให้เวลาจัดตั้งไปถึง 5 ปี โดยปีที่ 12 เป็น 1 ประเทศ ปีที่ 34 สองประเทศ และปีที่ 5 อีก 1 ประเทศ การใช้บริษัทเดิมโดยเพิ่มเงื่อนไขการลงทุนในแต่ละปี การยกเว้นเรื่องยอดรวมรายได้จากต่างประเทศ
โดยสิทธิประโยชน์นี้จะใช้ได้ทั้งบริษัทต่างชาติและบริษัทไทยที่มีการลงทุนในต่างประเทศก็จะได้ประโยชน์ และจะเริ่มมีผลตั้งแต่วันที่ 1 มิ.ย. 2553 โดยจะต้องยื่นเสนอต่อสำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุน ผมจึงขอให้ผู้อ่านได้ติดตามและพิจารณาใช้สิทธิประโยชน์ดังกล่าวด้วย และมีการพูดกันว่าการลดอัตราภาษีเช่นนี้เป็นการลดให้บริษัทต่างประเทศให้เหลือ 20% หรือ 10% ทำให้บริษัทไทยซึ่งต้องเสียภาษี 30% แข่งขันไม่ได้ แต่ความจริงแล้วบริษัทไทยที่มีการลงทุนในต่างประเทศก็จะสามารถใช้ประโยชน์สิทธิประโยชน์เพื่อให้แข่งขันได้ เพราะหากมีการวางแผนภาษีดีแล้ว บริษัทไทยดังกล่าวก็จะเสียภาษีจากเงินได้ในเมืองไทยประมาณ 20% และได้รับยกเว้นรายได้จากต่างประเทศ ผมจึงเห็นว่าการปฏิรูปโดยลดอัตราภาษีของบริษัทไทยที่จะเสียภาษีในอัตรา 20% จึงเป็นอัตราที่เหมาะสม
ผมมีข้อสังเกตว่า เมื่อประเทศไทยมีการนำ ROH มาใช้เมื่อปี 2545 แต่ปรากฏว่ามีบริษัทต่างชาติจัดตั้งสำนักงานปฏิบัติในภูมิภาคเพียงแค่ 100 กว่าบริษัท เพราะว่าผลประโยชน์และอัตราภาษีของประเทศ ซึ่งผมเองก็ได้เคยเขียนบทความในเรื่องนี้ไว้นานแล้วว่า การให้สิทธิประโยชน์ต้องดีกว่าคู่แข่ง อัตราภาษีของเรานั้นไม่เป็นที่น่าดึงดูดใจเมื่อเทียบกับของสิงคโปร์หรือมาเลเซีย และแต่เดิมคงมุ่งจะให้ประโยชน์กับบริษัทต่างชาติเป็นหลัก แต่ก็ไม่ประสบความสำเร็จ
การที่กระทรวงการคลังและรัฐบาลมีความกล้าหาญที่จะดำเนินการปรับปรุงสิทธิประโยชน์ของกิจการ ROH ซึ่งจะเป็นประโยชน์กับบริษัทข้ามชาติทั้งของบริษัทไทยและบริษัทต่างประเทศ ที่จะใช้สิทธิยกเว้นขอลดหย่อนอัตราภาษีเพื่อทำให้ธุรกิจสามารถมีการแข่งขันได้ทั้งในภูมิภาค (เนื่องจากอัตราภาษีเงินได้ของไทยอยู่ในอัตราสูงเมื่อเทียบกับมาเลเซีย สิงคโปร์ และฮ่องกง) การให้สิทธิประโยชน์นี้ยังมีเจตนาที่จะให้บริษัทของคนไทยที่มีการลงทุนในต่างประเทศ สามารถใช้สิทธิประโยชน์ดังกล่าวได้ด้วย อันจะทำให้บริษัทไทยแข่งขันกับบริษัทต่างประเทศได้ในระยะยาว
ผลพลอยได้จากมาตรการเหล่านี้ก็คือ ถ้าหากมีบริษัทต่างชาติเข้ามาลงทุนก็จะมีการใช้จ่าย มีเงินลงทุน มีการนำคนต่างชาติที่มีความรู้ความสามารถเข้ามาในประเทศไทย มีการเช่าสำนักงานที่อยู่อาศัยและการจ้างงานเกิดขึ้นและใช้จ่ายในประเทศไทยจึงเป็นผลทางอ้อม
นอกจากนี้ กระทรวงการคลังก็กำลังมีการพิจารณาเพิ่มเติมธุรกรรมของกิจการสำนักงานปฏิบัติการภูมิภาค ROH เพื่อให้สิทธิประโยชน์ในการจัดตั้งศูนย์อำนวยการค้าระหว่างประเทศ (International Trading Hub) ในการทำการซื้อขายหรือจัดจ้างระหว่างกันในอัตราภาษีพิเศษ เช่น 10% ซึ่งเรื่องนี้ก็อยู่ในการพิจารณาและเรื่องนี้ก็นับว่าเป็นมาตรการหนึ่งที่มีความสำคัญต่อความเชื่อมั่นต่อนักลงทุนในอนาคต ในการจะเพิ่มศักยภาพให้มีการจัดตั้ง ROH เพิ่มขึ้นในประเทศไทยมากขึ้นอีกด้วย
2.การยกเว้นมาตรการค่าธรรมเนียมภาษีอากรเพื่อสนับสนุนการควบรวมกิจการของสถาบันการเงินตามแผนพัฒนาระบบสถาบันการเงินระยะที่สองที่เป็น
(1) ยกเว้นภาษีเงินได้ของผู้ถือหุ้นที่เป็นบุคคลธรรมดาและนิติบุคคลที่ได้รับประโยชน์จากการควบรวมและโอนกิจการทั้งหมดให้แก่กัน
(2) ยกเว้นภาษีเงินได้นิติบุคคล ธุรกิจเฉพาะอากรแสตมป์ให้แก่สถาบันการเงินเกี่ยวกับเงินได้ รายได้หรือรายรับ หรือตราสารต่างๆ ที่เกิดจากการควบเข้าหรือโอนกิจการทั้งหมดให้แก่กัน
(3) ยกเว้นภาษีมูลค่าเพิ่ม ธุรกิจเฉพาะอากรแสตมป์ที่เกิดจากการโอนกิจการบางส่วนให้แก่กัน ต้องมีการโอนกิจการ
(4) ยกเว้นค่าธรรมเนียมการโอนการจำนองอสังหาริมทรัพย์ อาคารชุด ให้เหลือเพียง 0.01%
โดยจะต้องดำเนินการให้แล้วเสร็จภายในวันที่ 31 ธ.ค. 2554 ประโยชน์เรื่องนี้คงเฉพาะสถาบันการเงินเท่านั้น
ท่านผู้อ่านคงจำบทความที่ผมเคยเขียนไว้เกี่ยวกับแผนพัฒนาตลาดทุนไทย ก็มีเรื่องการปรับปรุงมาตรการภาษีเรื่องการควบรวมกิจการและกฎหมายการควบรวมกิจการเพื่อส่งเสริมให้การควบรวมกิจการในการเข้าจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์ เพื่อส่งเสริมตลาดทุนและคณะรัฐมนตรีได้เห็นชอบหลักการแล้วนั้น ผมจึงเห็นว่ารัฐบาลควรเร่งรัดแผนพัฒนาดังกล่าวเพื่อส่งเสริมมาตรการควบรวมกิจการให้สำเร็จเป็นรูปธรรม โดยเฉพาะเรื่องการสร้างความเข้มแข็งให้กับบริษัทไทยและตลาดทุนไทยให้แข็งแรงและเรียกความเชื่อมั่นคืนมา ซึ่งเรื่องนี้ก็เป็นเรื่องเร่งด่วนเช่นกัน
ตัวอย่าง 2 มาตรการข้างต้นและมาตรการภาษีของรัฐบาลที่จะเสนอให้กับผู้ได้รับผลกระทบจากการชุมนุม (ในเรื่องผู้ค้าปลีกและผู้ประกอบกิจการท่องเที่ยว) ก็เป็นเพียงมาตรการภาษีย่อยๆ และไม่มีผลกระทบต่อโครงสร้างภาษีของประเทศไทยมากนัก การปฏิรูปภาษีในทุกภาคส่วนอย่างจริงจังจะทำให้ความเชื่อมั่นของประเทศไทยและการสร้างศักยภาพของความเข้มแข็งให้แก่ธุรกิจไทยในเวทีโลกได้เกิดขึ้นอย่างแน่นอน เริ่มต้นวันนี้เถอะครับ







