posttoday
ธุรกิจดาวรุ่งเวียดนาม ย้ำต้องลงทุน ‘ทันที’

ธุรกิจดาวรุ่งเวียดนาม ย้ำต้องลงทุน ‘ทันที’

20 มกราคม 2558

“โอกาสจะบุกเวียดนาม มันคือตอนนี้”

“โอกาสจะบุกเวียดนาม มันคือตอนนี้”

นี่คือประโยคเปิดบทสนทนาของ วอร์ริค ไคลน์ ประธานและประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท เคพีเอ็มจี เวียดนามและกัมพูชาเกี่ยวกับโอกาสของธุรกิจไทยในเวียดนาม

เขาอธิบายว่า แม้การเข้าสู่ประชาคมเศรษฐกิจอาเซียน (เออีซี) อย่างเต็มตัวจะเริ่มขึ้นในช่วงปลายปีนี้ แต่ในทางปฏิบัติ สถานการณ์ในเวียดนามคงไม่เปลี่ยนจากหน้ามือเป็นหลังมือ เพราะรัฐบาลอาจชะลอการดำเนินนโยบายต่างๆ ลงจนกว่าจะพ้นการเลือกตั้งอย่างเป็นทางการในปี 2559

ในทางตรงกันข้าม ที่ผ่านมาเวียดนามได้ “ปฏิรูปตลาด” ของตัวเอง โดยทำข้อตกลงด้านการค้าไว้กับประเทศมหาอำนาจ ทั้งสหรัฐ สหภาพยุโรป อาเซียน ญี่ปุ่น ตลอดจนองค์การการค้าโลก (ดับเบิ้ลยูทีโอ) ทำให้บรรยากาศการลงทุนกำลังเปิดกว้างมากขึ้นสำหรับทุกชาติที่มีข้อตกลงร่วมกับเวียดนาม ในปี 2558 นี้ ไทยจึงต้องใช้จังหวะนี้ให้เป็นประโยชน์ก่อนที่ชาติอื่นจะมาฉวยจังหวะเดียวกันนี้ไป

“เวียดนามเปลี่ยนแปลงไปเยอะมาก
จากเดิมที่เคยมีข้อจำกัดในธุรกิจการเงิน อสังหาริมทรัพย์ ขณะนี้ก็เปิดกว้างมากขึ้น ธุรกิจที่เคยมีรัฐวิสาหกิจเป็นตัวขับเคลื่อน ก็อาจเปิดให้เอกชนเข้ามาทำ แม้กระทั่งการควบรวมหรือซื้อกิจการ หรือเอ็มแอนด์เอก็มีแนวโน้มทำได้ง่ายขึ้น และอาจมีสูงขึ้นในเวียดนามด้วย”

ไคลน์ บอกว่า ภาคธุรกิจไทยและภาคธุรกิจของอาเซียน ถือว่าได้เปรียบชาติอื่นๆ ในการเข้าไปลงทุนในเวียดนาม โดยเฉพาะไทยมีอุตสาหกรรมและธุรกิจที่น่าจะได้เปรียบชาติอื่นๆ รวมถึงบริษัทท้องถิ่นของเวียดนามด้วย ได้แก่ ธุรกิจค้าปลีก ธุรกิจจัดจำหน่ายสินค้า สินค้าเกษตร สินค้าอุปโภคบริโภค อาหารและเครื่องดื่ม ภาคการท่องเที่ยว อสังหาริมทรัพย์ ธุรกิจบริการสุขภาพ และธุรกิจบันเทิง เนื่องจากธุรกิจกลุ่มดังกล่าวเป็นกลุ่มที่ไทยมีความชำนาญและมีประสบการณ์มานานแล้ว

สำหรับวิถีชีวิตของชาวเวียดนามในปัจจุบัน เปลี่ยนไปจากอดีตมากเช่นกัน ประชาชนเข้าไปจับจ่ายใช้สอยในห้างสรรพสินค้ามากขึ้น มีคอนโดมิเนียม ร้านอาหารใหม่ๆ เกิดขึ้นจำนวนมาก แนวโน้มดังกล่าวเห็นได้เด่นชัดมากในฮานอย โฮจิมินห์ซิตี้ และดานัง

ไคลน์ เสริมว่า สำหรับเอสเอ็มอีและธุรกิจครอบครัวที่ต้องการบุกเวียดนาม ให้มองโอกาสในธุรกิจค้าปลีกและธุรกิจบริการเป็นหลัก โดยต้องไม่ลืมการศึกษาวัฒนธรรมและทำความเข้าใจพฤติกรรมของคนเวียดนามให้ดีก่อนเข้าไป ที่สำคัญต้องสร้างแบรนด์ให้แก่สินค้าของตัวเองด้วย

ขณะที่ เจริญ ผู้สัมฤทธิ์เลิศ หัวหน้าสำนักงานสอบบัญชี บริษัท เคพีเอ็มจี ภูมิไชย สอบบัญชี ระบุว่า มีเหตุผล 4 ข้อที่ทำให้เวียดนามน่าสนใจในการเข้าไปลงทุนมากกว่าประเทศอื่น ได้แก่ 1.นโยบายภาครัฐของเวียดนามค่อนข้างมั่นคง 2.เศรษฐกิจของเวียดนามเติบโต 5-6% ต่อเนื่องมาร่วม 10 ปี 3.เวียดนามมีสัดส่วนประชากรวัยทำงานมากถึง 60% ค่าเฉลี่ยอายุประชากรอยู่ที่ประมาณ 25 ปี สะท้อนถึงแรงงานและกำลังซื้อ และ 4.ภาครัฐของเวียดนามให้คำมั่นสัญญาว่าจะสร้างความยุติธรรม และบรรยากาศที่เอื้อต่อการลงทุนในเวียดนาม

ทั้งนี้ ปัจจัยสู่ความสำเร็จในการเข้าไปลงทุนในเวียดนาม คือ 1.การปฏิบัติตามกฎหมายท้องถิ่นอย่างเคร่งครัด 2.การให้ความสำคัญกับเรื่องสิทธิมนุษยชนและการดูแลด้านทรัพยากรบุคคล และ 3.การเข้าใจวัฒนธรรมและพฤติกรรมของชาวเวียดนามที่อาจแตกต่างจากประเทศอื่นในอาเซียนอยู่บ้าง

ตัวอย่างหนึ่งที่เจริญยกขึ้นมาเกี่ยวกับวัฒนธรรมและพฤติกรรมของชาวเวียดนาม คือช่วงเริ่มต้นของร้านเคเอฟซีในเวียดนาม ร้านดังกล่าวเป็นการร่วมทุนกันระหว่างบริษัทเวียดนามและบริษัทสิงคโปร์ ความตั้งใจแรกคือการเข้าไปเปิดตามห้างสรรพสินค้าเหมือนกับที่เคยเปิดร้านในประเทศอื่นๆ

แต่เมื่อวิเคราะห์จากพฤติกรรมของชาวเวียดนามในยุคก่อนหน้านี้ที่ยังไม่ค่อยนิยมบริโภคอาหารตามห้างสรรพสินค้า จึงปรับแผนไปเปิดร้านเคเอฟซีในรูปแบบ “สแตนด์อะโลน” บริเวณมืดๆ ใกล้ชุมชน แล้วเปิดไฟให้สว่างไสวเพื่อดึงดูดความสนใจ ผลปรากฏว่าร้านได้รับความสนใจจากคนในชุมชน ทำให้เคเอฟซีเติบโตขึ้นเรื่อยๆ เมื่อคนบริโภคอาหารในห้างสรรพสินค้ามากขึ้น ก็เริ่มเปิดสาขาในห้างด้วย จนปัจจุบันเวียดนามมีเคเอฟซีกว่า 150 สาขาแล้ว

ขณะเดียวกัน เจริญ ย้ำว่า ผู้สนใจลงทุนในเวียดนามยังต้องระมัดระวังหลายประเด็น 1.การจ่ายเงินเดือนเดือนที่ 13 เวียดนามมีกฎหมายบังคับให้ธุรกิจต้องจ่ายเงินเดือนเดือนที่ 13 ให้แก่พนักงานด้วย 2.ระยะเวลาทดลองงาน กฎหมายของไทยระบุไว้ 119 วัน หรือราว 4 เดือน แต่ของเวียดนามแค่ประมาณ 3 เดือนเท่านั้น

3.ต้นทุนแรงงาน แม้ค่าแรงขั้นต่ำของเวียดนามจะยังค่อนข้างต่ำ แต่บริษัทยังต้องจ่ายต้นทุนอื่นๆ นอกเหนือจากค่าแรงด้วย อาทิ ประกันสังคม ประกันสุขภาพ รวมกว่า 22% ของค่าแรง และ 4.การปรับขึ้นค่าแรงขั้นต่ำ จากเดิมอยู่ที่ประมาณ 129 เหรียญสหรัฐ/เดือน แต่ในปี 2558 นี้เวียดนามจะปรับขึ้นค่าแรงขั้นต่ำเป็นประมาณ 147 เหรียญสหรัฐ/เดือนแล้ว

ส่วนปัญหาดั้งเดิมอย่างเรื่องอัตราแลกเปลี่ยนนั้น เวียดนามถือว่าดีขึ้นมากแล้วในช่วง 2-3 ปีที่ผ่านมา รัฐบาลเวียดนามพยายามให้ต่างชาติเข้าไปลงทุนภาคการผลิตโดยตรงเพื่อลดปัญหาเงินเฟ้อ

สำหรับปี 2558 นี้ เวียดนามยังมีกฎหมายที่อาจเปลี่ยนแปลงอีก เช่น กฎหมายที่เกี่ยวข้องกับธุรกิจค้าปลีก-ค้าส่ง แม้เวียดนามจะเปิดเสรีขึ้นกว่าในอดีตแล้ว แต่ก็ยังมีข้อจำกัดบางอย่างที่เป็นอุปสรรคต่อนักลงทุน ภาคเอกชนจากต่างประเทศอาจเจรจาไปยังภาครัฐของเวียดนาม และทำให้เกิดการเปลี่ยนแปลงกฎหมายเหล่านี้

“ความต้องการซื้อในไทยค่อนข้างจะแน่นแล้ว ตอนนี้แม้กระทั่งเอสเอ็มอีเองก็อาจต้องหาโอกาสบุกเพื่อนบ้าน บางรายก็มองอินโดนีเซีย บางรายมองฟิลิปปินส์ เวียดนามเองก็เป็นประเทศที่น่าลงทุนมากเช่นกัน” เจริญ
ทิ้งท้าย

ข่าวล่าสุด

แฮกเกอร์เจาะระบบตู้เย็นซูเปอร์มาร์เก็ตยุโรป เสียหาย 10 ล้านยูโร

แฮกเกอร์เจาะระบบตู้เย็นซูเปอร์มาร์เก็ตยุโรป เสียหาย 10 ล้านยูโร