
อีซีบีจะทำ QE หรือไม่?
ในสัปดาห์นี้ สายงานธุรกิจตลาดทุน ธนาคารกสิกรไทย คาดว่าค่าเงินบาทจะเคลื่อนไหวระหว่าง 32.50-32.80 โดยปัจจัยสำคัญที่โลกจับตาคือ การประชุมของธนาคารกลางยุโรป (อีซีบี) ในวันที่ 22 ม.ค. ซึ่งผลสำรวจของสำนักข่าวรอยเตอร์สพบว่า นักวิเคราะห์ 50 คนมองว่ามีโอกาสถึง 70% ที่อีซีบีจะประกาศมาตรการเข้าซื้อพันธบัตรรัฐบาล (QE) เหมือนที่ธนาคารกลางสหรัฐทำ และนักวิเคราะห์ 49 ใน 50 คน คาดว่าหากอีซีบีไม่ออกมาตรการในการประชุมครั้งนี้ ก็จะตัดสินใจในการประชุมเดือน มี.ค.อย่างแน่นอน
ในสัปดาห์นี้ สายงานธุรกิจตลาดทุน ธนาคารกสิกรไทย คาดว่าค่าเงินบาทจะเคลื่อนไหวระหว่าง 32.50-32.80 โดยปัจจัยสำคัญที่โลกจับตาคือ การประชุมของธนาคารกลางยุโรป (อีซีบี) ในวันที่ 22 ม.ค. ซึ่งผลสำรวจของสำนักข่าวรอยเตอร์สพบว่า นักวิเคราะห์ 50 คนมองว่ามีโอกาสถึง 70% ที่อีซีบีจะประกาศมาตรการเข้าซื้อพันธบัตรรัฐบาล (QE) เหมือนที่ธนาคารกลางสหรัฐทำ และนักวิเคราะห์ 49 ใน 50 คน คาดว่าหากอีซีบีไม่ออกมาตรการในการประชุมครั้งนี้ ก็จะตัดสินใจในการประชุมเดือน มี.ค.อย่างแน่นอน
ธนาคารกสิกรไทยมองว่ามีความเป็นไปได้มากที่อีซีบีจะออกมาตรการในการประชุมครั้งนี้ เนื่องจากอีซีบีมักมีความรวดเร็วในการออกมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจ ประกอบกับในสัปดาห์ก่อน ที่ปรึกษาศาลรัฐธรรมนูญเยอรมันตัดสินว่า การซื้อสินทรัพย์ของอีซีบีสามารถทำได้โดยถูกกฎหมาย หลังจากที่เคยมีเสียงคัดค้านจากฝั่งเยอรมันว่า อีซีบีก้าวล้ำหน้าที่ความรับผิดชอบ ดังนั้นจึงทำให้ QE เป็นไปได้มากขึ้นเรื่อยๆ
นอกจากนี้ ภาวะเศรษฐกิจยูโรโซนน่ากังวลมากขึ้น แม้ว่าอัตราเงินเฟ้อของยูโรโซนจะเพิ่งปรับลดลงไปในแดนลบที่ -0.2%YoY เป็นครั้งแรกในเดือน ธ.ค.ที่ผ่านมา แต่หลายประเทศในยูโรโซนได้เข้าสู่ภาวะเงินฝืดเรียบร้อยแล้ว เช่น กรีซ สเปน หรือโปรตุเกส อัตราว่างงานในหมู่วัยรุ่นพุ่งขึ้นสูงมาก และการปล่อยสินเชื่อหดตัวอย่างต่อเนื่อง
ดังนั้น จึงมีความจำเป็นและเร่งรีบอย่างมากที่อีซีบีจะต้องออกมาตรการเพิ่มเติม ทั้งนี้นักลงทุนมองว่าอีซีบีควรเข้าซื้อพันธบัตรในปริมาณมากกว่า 5 แสนล้านยูโร จึงจะสามารถส่งผ่านไปถึงภาคเศรษฐกิจจริงได้ ซึ่งหากประกาศ QE จริง จะเกิดผลดีต่อตลาดหุ้นทั่วโลก รวมทั้งตลาดหุ้นไทย เนื่องจากที่ผ่านมาทุกครั้งที่อีซีบีประกาศมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจเพิ่ม ตลาดหุ้นในยุโรปและทั่วโลกจะปรับตัวขึ้นเสมอ เนื่องจากนักลงทุนมีมุมมองที่ดีขึ้นต่อเศรษฐกิจโลก และส่งผลให้นักลงทุนกล้าเข้าซื้อสินทรัพย์เสี่ยงมากขึ้น รวมทั้งสินทรัพย์ของตลาดเกิดใหม่ เช่น ไทย ด้วย ดังนั้นจึงอาจส่งผลให้เงินบาทแข็งค่าขึ้นมาเล็กน้อยกว่าสัปดาห์ก่อน
เงินบาทเคลื่อนไหวในกรอบ 32.56-32.91 โดยผันผวนมากในวันศุกร์ หลังจากที่ธนาคารกลางสวิตเซอร์แลนด์ (SNB) ประกาศยกเลิกเพดานอัตราแลกเปลี่ยนสวิสฟรังก์ต่อยูโรที่ 1.20 ซึ่งกำหนดขึ้นในช่วงวิกฤตยูโรโซนในปี 2011 การประกาศดังกล่าวสร้างความผันผวนต่อตลาดเงินทั่วโลก เงินยูโรอ่อนค่าลงอย่างรวดเร็วมาปิดตลาดที่ 1.16 หลังจากเคลื่อนไหวในกรอบ 1.17-1.18 มาตลอดสัปดาห์
ส่วนเงินเยนแข็งค่าขึ้นมาที่ 116 หลังจากเคลื่อนไหวในกรอบ 117-119 โดยมีสาเหตุมาจากการที่นักลงทุนตื่นกลัวและต้องการเข้าซื้อสินทรัพย์ปลอดภัยนั่นเอง เรามองว่าสาเหตุของการตัดสินใจของ SNB มาจาก 2 ปัจจัย ดังนี้ (1) การที่อีซีบีมีแนวโน้มจะออก QE จะทำให้เงินยูโรอ่อนค่าลงอย่างรุนแรง และทำให้ SNB ต้องเข้าแทรกแซงค่าเงิน เพื่อทำให้เงินฟรังก์อ่อนค่าลงในอัตราเท่าๆ กับเงินยูโร เพื่อรักษาระดับอัตราแลกเปลี่ยนที่ 1.20 ฟรังก์/ยูโร ซึ่งจะส่งผลให้งบดุลของธนาคารกลางปรับสูงขึ้นอีก และเกิดผลเสียต่อเสถียรภาพการเงิน (2) หากธนาคารกลางเข้าแทรกแซงให้เงินฟรังก์อ่อนค่าลงมาก อาจทำให้นักลงทุนที่ฝากเงินไว้ในสวิตเซอร์แลนด์ต้องขนเงินออกนอกประเทศ และเกิดเป็นเหตุการณ์ Bank Run ได้ในที่สุด เนื่องจากขณะนี้ปริมาณสินทรัพย์ของสถาบันการเงินในสวิตเซอร์แลนด์มีมูลค่ามากถึง 4.8 เท่าของจีดีพี
อย่างไรก็ตาม เรามองว่าปัจจัยนี้เป็นเพียงปัจจัยระยะสั้นที่จะเข้ามาหนุนให้เงินเยนแข็งค่าขึ้น แต่ในระยะยาวแล้ว เมื่อความตื่นกลัวของนักลงทุนลดลง เงินเยนก็จะกลับไปอ่อนค่าตามเดิม เนื่องจากมาตรการ QE ของธนาคารกลางญี่ปุ่นและเศรษฐกิจญี่ปุ่นที่ยังน่าเป็นห่วง และในสัปดาห์นี้จะมีการประชุมของธนาคารกลางญี่ปุ่นด้วย ดังนั้นแถลงการณ์ของธนาคารกลางอาจส่งผลให้เงินเยนกลับมาอ่อนค่าลงได้
ภาวะกลัวความเสี่ยง ทำให้นักลงทุนเทขายพันธบัตรและหุ้นไทยออกไปเช่นกัน โดยมีแรงขายสุทธิที่ 5,000 และ 9,000 ล้านบาทตามลำดับในสัปดาห์ก่อน โดยปริมาณการซื้อขายในหุ้นกู้ตลาดรองในสัปดาห์ที่ผ่านมาสูงขึ้นอย่างเห็นได้ชัด คิดเป็นปริมาณเฉลี่ยที่ 2,500 ล้านบาท/วัน โดยเป็นดีมานด์จากกลุ่มกองทุน ซึ่งกลับเข้ามามากหลังจากลดลงในช่วงปลายปีที่ผ่านมา







