posttoday
โอกาสการลงทุน ในกลุ่มประเทศเอเชียเหนือ

โอกาสการลงทุน ในกลุ่มประเทศเอเชียเหนือ

18 มกราคม 2558

แม้ว่าปัจจุบันนักลงทุนยังมีความกังวลต่อสถานการณ์ในยุโรป ทิศทางราคาน้ำมันที่ลดลงอย่างต่อเนื่อง หรือการขึ้นดอกเบี้ยของเฟด แต่โดยรวมแล้วเรายังคงมองว่าเศรษฐกิจโลกในปีนี้มีแนวโน้มที่ดีขึ้นกว่าในปีก่อน ทำให้เรามีมุมมองในเชิงบวกต่อตลาดหุ้นในเอเชียเหนือ (รวมถึงญี่ปุ่น)

แม้ว่าปัจจุบันนักลงทุนยังมีความกังวลต่อสถานการณ์ในยุโรป ทิศทางราคาน้ำมันที่ลดลงอย่างต่อเนื่อง หรือการขึ้นดอกเบี้ยของเฟด แต่โดยรวมแล้วเรายังคงมองว่าเศรษฐกิจโลกในปีนี้มีแนวโน้มที่ดีขึ้นกว่าในปีก่อน ทำให้เรามีมุมมองในเชิงบวกต่อตลาดหุ้นในเอเชียเหนือ (รวมถึงญี่ปุ่น)

เรามองว่าประเทศในกลุ่มนี้น่าจะได้รับประโยชน์จากการฟื้นตัวของเศรษฐกิจโลกในช่วงถัดไปมากที่สุด เนื่องจากประเทศเหล่านี้ถือเป็นผู้ผลิตสินค้าที่สำคัญหลายด้าน อีกทั้งราคาหุ้นในกลุ่มนี้ยังถือว่าค่อนข้างถูก

การฟื้นตัวของกลุ่มประเทศผู้บริโภคในซีกโลกตะวันตกเริ่มเห็นเด่นชัดขึ้น สหรัฐประกาศตัวเลขการเติบโตใน 3Q57 สูงถึง 5.0% อันเนื่องมาจากการปรับตัวเพิ่มขึ้นอย่างแข็งแกร่งของค่าใช้จ่ายของผู้บริโภคและการลงทุนของภาคธุรกิจ แนวโน้มการฟื้นตัวที่แข็งแกร่งนี้ทำให้เฟดน่าจะปรับขึ้นดอกเบี้ยได้ในช่วงกลางปี ซึ่งการขึ้นดอกเบี้ยจากระดับที่ต่ำนี้ไม่น่าจะส่งผลให้ทิศทางเศรษฐกิจเปลี่ยนแปลงไปมากนัก

ขณะที่เศรษฐกิจของยูโรโซนถึงแม้ว่าจะขยายตัวได้ในระดับที่ต่ำเพียง 1.0% ในปีนี้ แต่ก็ดีขึ้นกว่าในปีก่อนที่คาดว่าจะขยายตัวเพียง 0.8% นโยบายการเงินที่น่าจะผ่อนคลายเพิ่มขึ้นจะเป็นปัจจัยผลักดันเศรษฐกิจที่สำคัญ

เราคาดว่า ECB น่าจะมีการประกาศใช้มาตรการ Public QE ภายในเร็วๆ นี้ ซึ่งถ้าหากเศรษฐกิจสหรัฐและยูโรโซน ซึ่งมีขนาดทางเศรษฐกิจรวมกันถึงเกือบครึ่งหนึ่งของเศรษฐกิจโลกสามารถฟื้นตัวขึ้นได้จริง ความต้องการซื้อสินค้าต่างๆ ก็จะเพิ่มขึ้น ส่งผลดีต่อประเทศที่เป็นผู้ผลิตสินค้าที่สำคัญของโลกก็คือ ประเทศในกลุ่มเอเชียเหนือ

นอกจากแนวโน้มเศรษฐกิจโลกที่น่าจะดีขึ้นแล้ว ในช่วงหลายปีที่ผ่านมาเศรษฐกิจโลกที่อ่อนแอได้ฉุดเศรษฐกิจในกลุ่มประเทศนี้ให้อ่อนแอไปด้วย ทำให้ประเทศเหล่านี้จำเป็นต้องออกนโยบายกระตุ้นเศรษฐกิจออกมาอย่างต่อเนื่อง ซึ่งน่าจะส่งผลดีต่อเศรษฐกิจต่อเนื่องถึงในปัจจุบันนี้

ในญี่ปุ่นภายหลังจาก ชินโสะ อาเบะ สามารถชนะการเลือกตั้งกลับเข้ามาดำรงตำแหน่งนายกรัฐมนตรีเป็นสมัยที่ 3 อย่างเป็นทางการ ก็ได้ประกาศนโยบายกระตุ้นเศรษฐกิจมูลค่า 3.5 ล้านล้านเยนออกมา เพื่อชดเชยผลกระทบจากการขึ้นภาษีการค้า ซึ่งทางรัฐบาลประเมินว่ามาตรการดังกล่าวจะช่วยกระตุ้น GDP ได้ประมาณ 0.7% การปฏิรูปต่างๆ ที่จะเกิดขึ้นก็น่าจะช่วยผลักดันเศรษฐกิจได้ด้วย เช่น การลดอัตราภาษีนิติบุคคล เป็นต้น

ขณะที่จีนก็มีการผ่อนคลายนโยบายการเงินเพิ่มเติม โดยธนาคารกลางของจีนได้ประกาศลดอัตราดอกเบี้ยลง โดยลดดอกเบี้ยเงินกู้ 1 ปี ลง 0.4% เหลือ 5.6% รวมทั้งได้อัดฉีดสภาพคล่องให้กับธนาคารพาณิชย์เมื่อไม่กี่เดือนที่ผ่านมา นอกจากนั้นการปฏิรูปในด้านต่างๆ ก็เกิดขึ้นอย่างต่อเนื่อง โดยเฉพาะการปฏิรูปของภาคการเงินที่ภาครัฐพยายามที่จะลดบทบาทลง เช่น การเชื่อมโยงการซื้อขายระหว่างตลาดหุ้นฮ่องกงและเซี่ยงไฮ้ที่เพิ่งเกิดขึ้น เป็นต้น

ส่วนทางเกาหลีใต้ก็ยังใช้มาตรการที่ผ่อนคลายต่อเนื่อง ธนาคารกลางเกาหลีใต้คงอัตราดอกเบี้ยนโยบายไว้ที่ระดับต่ำที่ 2.0% อย่างต่อเนื่องเพื่อกระตุ้นเศรษฐกิจ และอาจมีแนวโน้มปรับลดลงได้อีกด้วย

นอกจากนี้ เรามองว่าราคาหุ้นในภูมิภาคนี้ยังถือว่าค่อนข้าง “ถูก” โดยปัจจุบันตลาดหุ้นเซี่ยงไฮ้ซื้อขายกันอยู่ในระดับ 12.2 เท่าของกำไรต่อหุ้นเท่านั้น ซึ่งถือว่าค่อนข้างต่ำ โดยเฉพาะเมื่อเปรียบเทียบกับคาดการณ์กำไรต่อหุ้นของบริษัทจดทะเบียนที่นักวิเคราะห์คาดว่าจะเติบโต 12.5% ในปีนี้ ทำให้การลงทุนในจีนนอกจากได้ประโยชน์จากกำไรต่อหุ้นที่เติบโตขึ้นแล้ว ยังน่าจะได้รับประโยชน์จากการขยายตัวของ P/E ของตลาดด้วย

ขณะที่ดัชนี Nikkei 225 ของญี่ปุ่น หากพิจารณาจาก P/E Ratio ซึ่งปัจจุบันอยู่ที่ 16.7 เท่าแล้วอาจดูเหมือนสูงกว่าตลาดอื่น แต่หากพิจารณา P/E เฉลี่ยตั้งแต่ปี 2006 เป็นต้นมา ซึ่งอยู่ที่ 17.5 เท่า ดัชนี Nikkei 225 ในปัจจุบันก็อาจจะถือว่าไม่ได้แพงนัก

ส่วนตลาดหุ้นเกาหลีใต้ก็ถือว่ายังไม่ได้แพงนัก โดยดัชนี KOSPI ในปัจจุบันซื้อขายกันอยู่ที่ระดับประมาณ 10.3 เท่าของกำไรต่อหุ้นในปีนี้ สูงกว่าค่าเฉลี่ยตั้งแต่ปี 2006 ที่ระดับ 9.8 เท่าเพียงเล็กน้อยเท่านั้น และยิ่งเปรียบเทียบกับการเติบโตของกำไรต่อหุ้นใน KOSPI ซึ่งนักวิเคราะห์คาดกว่าจะเติบโต 11.9% ในปีนี้ ทำให้ตลาดหุ้นเกาหลีใต้ก็ดูมีความน่าสนใจไม่แพ้กัน

ทั้งนี้ บลจ.กรุงไทย อยู่ระหว่างการเปิดจำหน่ายกองทุนเปิดเคแทม นอร์ท เอเชีย อิควิตี้ 5% ทริกเกอร์ ฟันด์ (KTNA5) ถึงวันที่ 20 ม.ค. 2558 โดยจะลงทุนในหน่วยลงทุนของกองทุนอีทีเอฟในต่างประเทศ มีวัตถุประสงค์เพื่อสร้างผลตอบแทนจากการลงทุนในกองทุนให้ใกล้เคียงกับผลตอบแทนของดัชนีหุ้นของประเทศในภูมิภาคเอเชียเหนือ ได้แก่ ญี่ปุ่น จีน ฮ่องกง และเกาหลีใต้ โดยตั้งเป้าหมายเลิกโครงการเมื่อกองทุนมีผลตอบแทนที่ 5%

ข่าวล่าสุด

จากพลังงานสู่พลังชุมชน ปตท. ปั้น 44 “ช่างชุมชน” รุ่นที่ 12 ต่อยอดพลังงานสะอาดให้ตอบโจทย์พื้นที่

จากพลังงานสู่พลังชุมชน ปตท. ปั้น 44 “ช่างชุมชน” รุ่นที่ 12 ต่อยอดพลังงานสะอาดให้ตอบโจทย์พื้นที่