
สปช.ตีกรอบนักการเมือง สกัดใช้จ่ายมือเติบ
เมื่อเร็วๆ นี้ คณะกรรมาธิการวิสามัญติดตามและให้ข้อเสนอแนะการยกร่างรัฐธรรมนูญ สภาปฏิรูปแห่งชาติ (สปช.) ได้รวบรวมและสังเคราะห์ข้อเสนอแนะในการยกร่างรัฐธรรมนูญตามที่คณะกรรมาธิการวิสามัญประจำสภาปฏิรูปแห่งชาติ 18 คณะเสนอต่อคณะกรรมาธิการยกร่างรัฐธรรมนูญ
เมื่อเร็วๆ นี้ คณะกรรมาธิการวิสามัญติดตามและให้ข้อเสนอแนะการยกร่างรัฐธรรมนูญ สภาปฏิรูปแห่งชาติ (สปช.) ได้รวบรวมและสังเคราะห์ข้อเสนอแนะในการยกร่างรัฐธรรมนูญตามที่คณะกรรมาธิการวิสามัญประจำสภาปฏิรูปแห่งชาติ 18 คณะเสนอต่อคณะกรรมาธิการยกร่างรัฐธรรมนูญ
สำหรับด้านการปฏิรูปการคลัง งบประมาณ และภาษีอากร ได้มีการเสนอประเด็นต่างๆ หลายประเด็น เพื่อป้องกันการใช้จ่ายงบประมาณที่จะสร้างปัญหาระยะยาวทั้งต่อรายรับและหนี้สาธารณะ
โดยประเด็นที่น่าสนใจคือ ในการจัดทำร่าง พ.ร.บ.งบประมาณรายจ่ายประจำปี รัฐบาลจะต้องจัดทำทั้งแผนการใช้จ่าย รวมทั้งแผนการหารายรับและแผนการหารายได้ในการชำระหนี้เงินกู้ด้วย โดยรัฐบาลต้องแถลงต่อรัฐสภาถึงแหล่งที่มาของการกู้เงิน การกำหนดแผนในการจัดหารายได้ในรูปแบบของภาษีเพื่อนำมาชำระหนี้ เพื่อไม่ให้เกิดปัญหาหนี้สะสมของรัฐบาลชุดต่อไป
นอกจากนี้ ยังเสนอให้บรรจุในร่างรัฐธรรมนูญในประเด็นสำคัญ 2 ประเด็น เพื่อให้นักการเมืองและพรรคการเมืองถูกจำกัด โดยรัฐธรรมนูญไม่ให้ใช้นโยบายการใช้จ่ายของภาครัฐ (โดยเฉพาะนโยบายประชานิยม) ในการหาเสียงเพื่อให้ชนะการเลือกตั้ง ซึ่งจะนำไปสู่ความเสียหายทางเศรษฐกิจอันเกิดจากภาระการคลังและหนี้สาธารณะที่สูงเกินไป รวมทั้งเป็นช่องให้นักการเมืองที่มีอำนาจรัฐมีพฤติกรรมทุจริต เพื่อตักตวงเงินเข้ากระเป๋าตนเอง กระเป๋าพวกพ้อง และเป็นกองทุนเพื่อใช้ในการซื้อเสียงในการเลือกตั้งรอบต่อไป
ข้อเสนอประเด็นแรกคือ ให้เงินรายได้ของหน่วยงานของรัฐใดที่ไม่ต้องนำส่งรายได้แผ่นดิน ให้หน่วยงานนั้นทำรายงานการรับและการใช้จ่ายเงินดังกล่าวเสนอคณะรัฐมนตรี (ครม.) และให้ ครม.ทำรายงานเสนอต่อรัฐสภาต่อไป
อีกประเด็นคือเสนอให้มีกฎหมายประกอบรัฐธรรมนูญ เพื่อกำหนดความหมายของ “หนี้สาธารณะ” การกำหนดเพดานหนี้สาธารณะและกำหนดตัวชี้วัดเพดานหนี้สาธารณะ เนื่องจากหนี้ภาครัฐนั้นมีทั้งหนี้ในงบประมาณ หนี้นอกงบประมาณ เช่น หนี้ของรัฐวิสาหกิจ กองทุนหมุนเวียนต่างๆ รวมทั้งองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น เป็นต้น จึงควรกำหนดเพดานหนี้ภาครัฐไว้ เพื่อป้องกันและรักษาวินัยทางการคลังของรัฐ ไม่ให้มีการใช้จ่ายเงินมากเกินไป อันเป็นการก่อหนี้ผูกพันระยะยาวให้กับประเทศ
ทั้งสองประเด็นดังกล่าวกำหนดไว้เพื่อให้รัฐบาลแสดงถึงความรับผิดชอบและความโปร่งใสในการใช้จ่ายเงินงบประมาณที่มาจากเงินภาษีและการก่อหนี้สาธารณะต่อประชาชน โดยผ่านความเห็นชอบจากรัฐสภา
ขณะเดียวกัน ยังมีการเสนอให้มีการจัดตั้ง “องค์กรอิสระ” ที่เรียกว่า คณะกรรมการนโยบายการเงินการคลังและภาษีอากรแห่งชาติ ประกอบด้วยตัวแทนจากภาครัฐ ภาคธุรกิจ ประชาชนและภาควิชาการ เพื่อทำหน้าที่วิเคราะห์ เสนอแนะนโยบายการเงิน การคลัง ภาษีอากร และกำหนดมาตรการคุ้มครองสิทธิผู้เสียภาษี พร้อมเสนอแนะต่อคณะกรรมการปฏิรูปกฎหมาย
เพื่อเสนอให้เป็นกฎหมายต่อรัฐบาลหรือรัฐสภา
รวมทั้งจัดตั้งสำนักงบประมาณแห่งรัฐสภา (Parliamentary Budget Office หรือ PBO) เพื่อทำหน้าที่ศึกษาและวิเคราะห์การจัดทำงบประมาณภาครัฐ
สำหรับ PBO จะมีหน้าที่ศึกษาและวิเคราะห์การจัดทำงบประมาณภาครัฐ และติดตามประเมินผลการใช้งบประมาณของหน่วยงานรัฐ รวมทั้งรวบรวมและคำนวณหนี้สาธารณะเพื่อรายงานการเปลี่ยนแปลงหนี้ต่อผลิตภัณฑ์มวลรวมในประเทศ (จีดีพี) เพื่อให้ฝ่ายต่างๆ ได้รับรู้ว่าหนี้สาธารณะมีแนวโน้มจะเพิ่มเกินเพดานที่กำหนดไว้ตามรัฐธรรมนูญหรือไม่
รวมทั้งหน่วยงานนี้จะต้องวิเคราะห์หรือประเมินนโยบายการใช้จ่ายภาครัฐที่เสนอโดยนักการเมือง หรือพรรคการเมืองต่างๆ ในการรณรงค์หาเสียงเลือกตั้งว่าจะมีผลต่อหนี้สาธารณะอย่างไร







