
พลังงานเดินหน้าเปิดสัมปทานปิโตรเลียม
พลังานยังเดินหน้าตามแผนการเปิดสัมปทานปิโตรเลียม ส่วนที่สปช.ค้านเป็นเพียงข้อเสนอแนะ ที่รัฐต้องนำไปตัดสินใจ ว่ามีการทบทวนหรือไม่
พลังานยังเดินหน้าตามแผนการเปิดสัมปทานปิโตรเลียม ส่วนที่สปช.ค้านเป็นเพียงข้อเสนอแนะ ที่รัฐต้องนำไปตัดสินใจ ว่ามีการทบทวนหรือไม่
นายคุรุจิต นาครทรรพ รองปลัดกระทรวงพลังงาน และสมาชิกสภาปฏิรูปแห่งชาติ(สปช.) ด้านพลังาน เปิดเผยภายหลังหารือร่วมกับนายณรงค์ชัย อัครเศรณี รมว.พลังงาน ถึงกรณีมติสปช. 130ต่อ 79 คะแนนที่ ไม่เห็นด้วยข้อเสนอคณะกรรมาธิการปฏิรพลังงาน สปช. เสียงข้างมาก ให้เดินหน้าสัมปทานปิโตรเลียม รอบที่ 2 1 ซึ่งเรื่องดังกล่าวทางรมว.พลังงานยังไม่มีนโยบายเปลี่ยนแปลงใด โดยจะรอให้มีการส่งรายงานผลสรุปของสปช.มายัง กระทรวงพลังงานก่อน หลังจากนั้นจึงจะพิจารณาว่าควรจะมีการดำเนินการอย่างไรหรือไม่
ทั้งนี้ยังคงเดินตามกรอบการเปิดสัมปทานฯเดิมที่กำหนดให้ผู้สนใจยื่นประมูลสัมปทานภายในวันที่ 18 ก.พ. ในหลักการกระทรวงพลังงานมีหน้าที่บริหารและมีหน้าที่รับฟังข้อเสนอจากสปช. อยู่แล้ว
ทาง สปช.ด้านพลังงานได้ ศึกษาเรื่องไว้ 3 ประเด็น ประกอบไปด้วย คือ 1.ให้เปิดสัมปทานฯรอบที่21 ในระบบสัมปทานประเทศระบบที่ 3 หรือไทยแลนด์ทรี 2. ยกเลิกสัมปทาน21แล้วให้ใช้ระบบแบ่งปันผลผลิตหรือพีเอสซี และ 3. เปิดสัมปทานรอบ 21 ใช้ระบบสัมปทานไทยแลนด์ทรีพลัส หรือระบบที่ 3 พิเศษ โดยให้ศึกษาระบบพีเอสซีว่าสมควรจะใช้ในการประกาศเปิดสัมปทานปิโตรเลียมรอบต่อไปหรือไม่ ซึ่ง สปช.พลังงานได้เลือกข้อสรุปที่ 3 ส่งต่อให้รัฐบาลพิจารณา
“ทางกระทรวงพลังงานพร้อมเดินหน้าตามรัฐบาล โดยการศึกษาเรื่องนี้เป็นไปตามที่รัฐบาลส่งมาให้ สปช.ศึกษาหลังประกาศปิดสัมปทานรอบ 21ไปเมื่อวันที่ 21 ต.ค.57 และเห็นว่า สัมปทานรอบ21 ควรเปิดตามที่ประกาศไปแล้วเพราะเป็นเรื่องจำเป็นเนื่องจากปริมาณสำรองของแหล่งก๊าซที่พิสูจน์แล้วในไทยจะทยอยหมดลงในอีก7 ปีข้างหน้า ในขณะที่ศักยภาพแหล่งปิโตรเลียมของไทยยังไม่สมบูรณ์ ดังนั้นหากเสนอผลประโยชน์รัฐสูงเกินไปก็จะไม่จูงใจการลงทุน สุดท้ายจะกระทบต่อประชาชนเมื่อไม่มีแหลงก๊าซฯใหม่ในประเทศจนต้องนำเข้าก๊าซฯที่มีราคาสูงและจะส่งผลต่อค่าไฟฟ้า”นายคุรุจิต กล่าว
ด้าน นางพวงทิพย์ ศิลปศาสตร์ อธิบดีกรมเชื้อเพลิงธรรมชาติ กล่าวว่า ในขณะนี้การเปิดสัมปทานรอบที่ 21 ยังเป็นไปตามมติ ครม. โดยจะปิดรับข้อเสนอในวันที่ 18 ก.พ.2558 เช่นเดิม โดยมีผู้สนใจมาขอดูข้อมูลทั้งรายเก่าและรายใหม่นับสิบราย ซึ่งจะมีการยื่นขอมากน้อยแค่ไหนคงจะต้องรอดูช่วงสัปดาห์สุดท้ายก่อนปิดรับข้อเสนอ
อย่างไรก็ตามยืนยันว่าระบบสัมปทานรอบที่ 21 ผลประโยชน์ของรัฐไม่น้อยกว่าพีเอสซี โดยแบ่งปันผลประโยชน์ของรัฐและเอกชนในสัดส่วนร้อยละ 72 ต่อ 28 หลังหักจากค่าใช้จ่ายไปแล้วและการดำเนินการไม่ซ้ำซ้อน โปร่งใสกว่าเพราะทุกอย่างเป็นไปตามที่รัฐประกาศ แต่พีเอสซีต้องแก้กฏหมายตั้งองค์กรใหม่มาเจรจารายสัญญากับเอกชน หลังอนุมัติโครงการแล้วทุกสัญญาของเอกชนที่จะไปว่าจ้างต่อต้องขอความเห็นชอบจากองค์กรใหม่ที่จะจัดตั้งขึ้น ซึ่งทำให้การทำงานล่าช้าและอาจเป็นช่องโหว่ของการแสวงหาผลประโยชน์ได้







