posttoday
ยุคขุนศึก-พ่อค้า ราคาข้าวของไม่ลดตาม‘ดีเซล

ยุคขุนศึก-พ่อค้า ราคาข้าวของไม่ลดตาม‘ดีเซล

02 มกราคม 2558

กลางเดือน ต.ค.ปีที่แล้ว พล.อ.ฉัตรชัย สาริกัลยะ รมว.พาณิชย์ เชิญ 4 เจ้าสัวไทย ประกอบด้วย ธนินท์ เจียรวนนท์ ประธานคณะผู้บริหารเครือเจริญโภคภัณฑ์ เจริญ สิริวัฒนภักดี ประธานเครือบริษัท ไทยเบฟเวอเรจ เวทิต โชควัฒนา กรรมการบริหารกลุ่มสหพัฒน์ และ ทศ จิราธิวัฒน์ ประธานกลุ่มเซ็นทรัล เข้าหารือเกี่ยวกับการตรึงราคาสินค้าอุปโภคบริโภคภายในประเทศ ตลอดจนขอความร่วมมือในการผลักดันภาคการส่งออก

กลางเดือน ต.ค.ปีที่แล้ว พล.อ.ฉัตรชัย สาริกัลยะ รมว.พาณิชย์ เชิญ 4 เจ้าสัวไทย ประกอบด้วย ธนินท์ เจียรวนนท์ ประธานคณะผู้บริหารเครือเจริญโภคภัณฑ์ เจริญ สิริวัฒนภักดี ประธานเครือบริษัท ไทยเบฟเวอเรจ เวทิต โชควัฒนา กรรมการบริหารกลุ่มสหพัฒน์ และ ทศ จิราธิวัฒน์ ประธานกลุ่มเซ็นทรัล เข้าหารือเกี่ยวกับการตรึงราคาสินค้าอุปโภคบริโภคภายในประเทศ ตลอดจนขอความร่วมมือในการผลักดันภาคการส่งออก

จากนั้นในอีกไม่กี่เดือนถัดมา พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี ประกาศนโยบายคืนความสุขให้ประชาชนได้จับจ่ายซื้อสินค้าในช่วงเทศกาลปีใหม่ระหว่างวันที่ 24-30 ธ.ค. 2557 โดยมีส่วนลด 20-70% ก่อนที่ พล.อ.ประยุทธ์ จะคิกออฟงานลดราคาสินค้า “เทใจ คืนสุข สู่ประชาชน” ซึ่งมีเจ้าสัวธนินท์และเจ้าสัวเจริญยืนอยู่ข้างกาย

แต่ทว่ามหกรรมลดราคาสินค้าอุปโภคบริโภคครั้งนั้น เป็นเพียงมาตรการคืนความสุขชั่วคราวเท่านั้น แม้ว่าในขณะนี้ต้นทุนการผลิตสินค้าสำคัญๆ โดยเฉพาะต้นทุนราคาน้ำมันจะคงมีแนวโน้มลดลงอย่างต่อเนื่อง โดย ณ วันที่ 1 ม.ค. ราคาน้ำมันดิบในตลาดโลกได้ลดลงจาก 110 เหรียญสหรัฐ/บาร์เรลในช่วงกลางปี เหลือ 57 เหรียญสหรัฐ/บาร์เรล หรือลดลง 48% ในขณะที่ราคาน้ำมันดีเซลขายปลีกในประเทศลดลงจาก 29.99 บาท/ลิตร เหลือ 26.89 บาท/ลิตร หรือลดลง 10.3% 

ลดราคาสินค้าต้องดูต้นทุนภาพรวม

“จากการประเมินสถานการณ์ราคาสินค้าอุปโภคบริโภคในปี 2558 ต้องเรียกได้ว่าเป็นปีที่ไร้แรงกดดันในเรื่องของราคาน้ำมันที่จะส่งผลกระทบต่อต้นทุนการผลิตสินค้า หลังทิศทางราคาน้ำมันในตลาดโลกลดลงต่ำกว่า 60 เหรียญสหรัฐ/บาร์เรล และนโยบายการปรับโครงสร้างราคาพลังงานของรัฐบาล ได้ส่งผลให้ราคาน้ำมันดีเซล ซึ่งเป็นต้นทุนในการขนส่งสินค้าสููงถึง 40% ปรับลดลง 3.10 บาท/ลิตร หรือลดลงมาอยู่ที่ 26.89 บาท/ลิตร” บุณยฤทธิ์ กัลยาณมิตร อธิบดีกรมการค้าภายใน ให้สัมภาษณ์พิเศษ “โพสต์ทูเดย์”

อย่างไรก็ตาม ราคาน้ำมันที่ปรับลดลงต่อเนื่อง ทำให้ประชาชนและผู้บริโภคต่างคาดหวังว่าราคาสินค้าจะลดลงตามด้วย เพราะในช่วงที่ราคาน้ำมันปรับตัวเพิ่มขึ้น ผู้ผลิตสินค้าต่างๆ ได้ขอปรับขึ้นราคาสินค้ากันถ้วนหน้า แต่เมื่อกระทรวงพาณิชย์ไม่ยอมให้มีการปรับราคาสินค้าตามที่ขอ ผู้ผลิตจึงใช้กลยุทธ์ปรับขนาดบรรจุภัณฑ์หรือแม้แต่การปรับสูตรสินค้า พร้อมทั้งขอตั้งราคาใหม่ ซึ่งถือเป็นการปรับเพิ่มราคาสินค้าทางอ้อม แต่เมื่อถึงคราวที่ราคาน้ำมันลดลง กรมการค้าภายในซึ่งเป็นโต้โผหลักในการควบคุมดูแลราคาสินค้า กลับทำอะไรไม่ได้มากนัก

“การดูแลสินค้าคงไม่ได้ดูแค่ปัจจัยราคาน้ำมันปัจจัยเดียว เพราะการผลิตสินค้ามีต้นทุนหลายอย่าง ทั้งต้นทุนวัตถุดิบ ซึ่งมีสัดส่วนต่อต้นทุนการผลิตถึง 80% ที่เหลือสัดส่วนอีก 20% เป็นค่าแรง ค่าบริการจัดการภายใน และค่าขนส่ง ซึ่งน้ำมันดีเซลเป็นเพียงส่วนหนึ่งของต้นทุนค่าขนส่งเท่านั้น แต่การดูราคาจะต้องมองภาพรวม ทั้งต้นทาง คือ โรงงานผู้ผลิต กลางทาง คือ ขายส่ง และปลายทาง คือ ขายปลีก ต้องนำต้นทุนแต่ละขั้นตอนมาประเมินร่วมกันเพื่อกำหนดมาตรการในการดูแลราคาให้เกิดความเป็นธรรมกับทุกฝ่าย” บุณยฤทธิ์ กล่าว

ขอผู้ผลิตตรึงราคาสินค้าถึง ก.พ.

บุณยฤทธิ์ ระบุว่า แม้ราคาน้ำมันดีเซลจะปรับลดลง 3.10 บาท/ลิตร แต่เมื่อดูผลกระทบที่มีต่อต้นทุนผลิตสินค้าแล้ว พบว่าราคาน้ำมันดีเซลที่ลดลงส่งผลให้ต้นทุนลดลงมาประมาณ 10-70 สตางค์เท่านั้น เช่น สินค้าต้นทุน 100 บาท ก็จะลดลง 10-70 สตางค์ ซึ่งถือว่าไม่มากเมื่อเทียบกับต้นทุนทั้งหมด แต่หากราคาน้ำมันดีเซลยังปรับลดราคาลงอย่างมีนัยสำคัญ ก็ต้องมาดูสถานการณ์อีกครั้งที่จะให้ผู้ประกอบการปรับลดราคาลงมาได้หรือไม่

“หากราคาน้ำมันดีเซลปรับราคาเพิ่มขึ้น กรมก็ต้องขอให้ผู้ผลิตแบกรับภาระชะลอการปรับขึ้นราคาไว้ก่อน ซึ่งจะเป็นการสร้างสมดุลราคาให้กับทุกฝ่าย เพราะช่วงที่ราคาน้ำมันดีเซลขยับขึ้นสูงรัฐก็ได้ขอให้ตรึงราคาไว้” บุณยฤทธิ์ บอก

สำหรับแนวโน้มราคาสินค้าในปี 2558 บุณยฤทธิ์ ประเมินว่า ไม่น่าจะมีปัญหาในเรื่องการขอปรับขึ้นราคา โดยกรมยังได้ขอความร่วมมือให้ผู้ผลิตสินค้าไปจนถึง ก.พ. 2558 แต่หากรายการใดมีปัญหาต้นทุนสูงขึ้นจำเป็นต้องปรับราคา ก็สามารถส่งเรื่องมาให้พิจารณาได้ เหมือนกับสินค้ากลุ่มผลิตภัณฑ์นม ที่คณะรัฐมนตรี (ครม.) อนุมัติให้มีการปรับขึ้นราคาน้ำนมดิบ 1 บาท/กก. โดยให้มีผลหลังจากที่กระทรวงพาณิชย์อนุมัติให้ผลิตภัณฑ์นมปรับขึ้นราคา ล่าสุดก็ได้อนุมัติให้มีการปรับราคาผลิตภัณฑ์นมแล้ว แต่ไม่ใช่การให้ปรับขึ้นราคาตามต้นทุนสูงขึ้นทั้งหมด เพราะได้อนุมัติให้ปรับราคาไม่เกิน 25 สตางค์/กล่อง/ขวดเท่านั้น ส่วนผลิตภัณฑ์นมที่มีบรรจุภัณฑ์ขนาดใหญ่กว่านั้นก็จะปรับราคาขึ้นตามสัดส่วน

เสนอทบทวนบัญชีสินค้าควบคุม

บุณยฤทธิ์ กล่าวว่า ขณะนี้ยังบอกไม่ได้ว่าหลังจากสิ้นเดือน ก.พ.ไปแล้วจะมีการขอความร่วมมือจากผู้ผลิตในการต่ออายุความร่วมมือการตรึงราคาสินค้าต่อไปหรือไม่ เพราะคงต้องดูสถานการณ์ต้นทุนราคาในขณะนั้นอีกที แต่จากการศึกษาปัจจัยบวกและปัจจัยลบที่มีผลต่อราคาสินค้า พบว่าแนวโน้มราคาวัตถุดิบสำคัญๆ ที่ต้องนำเข้าจากต่างประเทศมาผลิตสินค้ายังคงมีแนวโน้มลดลงต่อเนื่องตามภาวะน้ำมันดิบและเศรษฐกิจโลกที่ชะลอตัว

“ปัจจัยเสี่ยงในปี 2558 ที่ติดตามมีเพียงสถานการณ์ค่าเงินบาทที่อาจอ่อนค่าลง และราคาวัตถุดิบสินค้าเกษตรบางชนิดที่อาจราคาเพิ่มขึ้นจากความต้องการของตลาดโลก เช่น เมล็ดถั่วเหลือง และอาหารสัตว์ แต่หากพิจารณาต้นทุนวัตถุดิบในภาพรวมแล้วพบว่าลดลงอย่างมีนัยสำคัญ ผู้ผลิต ก็ควรลดราคาลง และเชื่อว่าการแข่งขันในตลาดจะทำให้ผู้ผลิตทำโปรโมชั่นเพื่อจูงใจให้ผู้บริโภคมาซื้อสินค้าของตัวเอง” บุณยฤทธิ์ กล่าว

นอกจากนี้ ในเดือน ม.ค. กรมจะสรุปสถานการณ์สินค้าเพื่อนำเสนอคณะกรรมการกลางว่าด้วยราคาสินค้าและบริการ (กกร.) ที่มี พล.อ. ฉัตรชัย เป็นประธาน ซึ่งจะมีการทบทวนบัญชีสินค้าและบริการควบคุมประจำปี 2558 โดยสินค้าใดที่มีปัญหาเรื่องความเคลื่อนไหวทางด้านราคาก็จะนำเข้าบรรจุในบัญชีสินค้าควบคุม แต่หากเห็นว่ารายการไหนไม่มีปัญหาเรื่องราคา ก็จะถอดออกจากบัญชีสินค้าควบคุม เพื่อเป็นการปรับรายการบัญชีควบคุมราคาสินค้าและบริการให้เหมาะสมกับสถานการณ์

คุมจานด่วน-ลุยจัดงานธงฟ้าฯ

ส่วนต้นทุนด้านพลังงานอื่นๆ ที่เพิ่มขึ้น เช่น ราคาแอลพีจี (ก๊าซหุงต้ม) ซึ่งเป็นต้นทุนของอาหารจานด่วน ที่มีการปรับขึ้นราคา 6.03 บาท/กก. หรือจาก 18.13 บาท/กก. เป็น 24.16 บาท/กก.นั้น  บุณยฤทธิ์ ยอมรับว่า จะมีผลกระทบต่อราคาอาหารจานด่วนบ้าง แต่ไม่มากเพียงแค่ 30 สตางค์/จาน/ชามเท่านั้น ดังนั้นร้านค้าไม่ควรปรับขึ้นราคาเกินต้นทุน ที่เป็นจริง โดยกรมจะมีการติดตามสถาน การณ์ราคาอาหารจานด่วนอย่างใกล้ชิด พร้อมทั้งจะเร่งผลักดันโครงการหนูณิชย์...พาชิม กระจายเข้าไปในพื้นที่ต่างๆ เพื่อแทรกแซงราคาอาหารจานด่วนในตลาด และให้ประชาชนได้มีทางเลือกในการบริโภค

สำหรับมาตรการในดูแลค่าครองชีพในปี 2558 กรมจะยังคงใช้มาตรการธงฟ้าขายสินค้าราคาประหยัดเข้าไปช่วยประชาชน แต่จะมีการปรับเปลี่ยนบทบาทของธงฟ้าที่มุ่งเน้นการขายสินค้าที่จำเป็นต่อชีวิตประจำวัน เช่น ข้าวสาร น้ำมันพืช น้ำตาล สินค้าอุปโภคบริโภค จากเดิมที่ภาพมหกรรมธงฟ้าจะเป็นตลาดนัด คือขายทุกอย่าง ก็จะตัดกลุ่มสินค้าที่ไม่จำเป็น เช่น ของที่ระลึก ของชำร่วย ออกไป เพื่อไม่ให้โครงการธงฟ้าไปแข่งขันกับผู้ประกอบการในพื้นที่ และจะมีการกระจายการจัดงานให้ลงไปยังระดับอำเภอมากขึ้น โดยเน้นพื้นที่ที่มีรายได้น้อย หรืออยู่ในพื้นที่ห่างไกล

ในยุคนายกฯ ขุนศึก และพ่อค้าจับมือเป็นพันธมิตรกันเหนียวแน่น ในขณะที่กลไกตลาดไม่ได้ทำหน้าที่ให้เกิดการแข่งขันที่สมบูรณ์นัก ผู้ผลิตรายใหญ่ๆยังคงมีอำนาจต่อรองสูง แล้วผู้บริโภคจะซื้อหาสินค้าได้ถูกลงหรือไม่ต้องตามดู

ข่าวล่าสุด

จากพลังงานสู่พลังชุมชน ปตท. ปั้น 44 “ช่างชุมชน” รุ่นที่ 12 ต่อยอดพลังงานสะอาดให้ตอบโจทย์พื้นที่

จากพลังงานสู่พลังชุมชน ปตท. ปั้น 44 “ช่างชุมชน” รุ่นที่ 12 ต่อยอดพลังงานสะอาดให้ตอบโจทย์พื้นที่