posttoday
ธปท.เตือน ตลาดเงินปีนี้ผันผวนสูง

ธปท.เตือน ตลาดเงินปีนี้ผันผวนสูง

02 มกราคม 2558

แม้การเคลื่อนไหวของเงินบาทในปีที่แล้วจะมีค่าความผันผวนสูงที่ 4.2% หรือเคลื่อนไหวอยู่ในช่วง 31.75-33.15 บาท/เหรียญสหรัฐ ซึ่งนับว่าผันผวนไม่น้อยแล้ว แต่ในปี 2558 นี้ ความผันผวนของตลาดการเงินจะมากกว่าที่แล้วอีก เพราะถ้าดูจากสถานการณ์ เหตุการณ์ต่างๆ ยังมีอีกหลายปัจจัยเสี่ยงที่คาดเดาไม่ได้ ฉะนั้นความผันผวนของค่าเงินปี 2558 จึงน่าจะมีมากกว่าปีที่ผ่านมา

แม้การเคลื่อนไหวของเงินบาทในปีที่แล้วจะมีค่าความผันผวนสูงที่ 4.2% หรือเคลื่อนไหวอยู่ในช่วง 31.75-33.15 บาท/เหรียญสหรัฐ ซึ่งนับว่าผันผวนไม่น้อยแล้ว แต่ในปี 2558 นี้ ความผันผวนของตลาดการเงินจะมากกว่าที่แล้วอีก เพราะถ้าดูจากสถานการณ์ เหตุการณ์ต่างๆ ยังมีอีกหลายปัจจัยเสี่ยงที่คาดเดาไม่ได้ ฉะนั้นความผันผวนของค่าเงินปี 2558 จึงน่าจะมีมากกว่าปีที่ผ่านมา

ผ่องเพ็ญ เรืองวีรยุทธ รองผู้ว่าการ ด้านเสถียรภาพการเงิน ธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) กล่าวว่า ปีนี้ผู้ประกอบการหรือคนที่ต้องเข้าไปเกี่ยวข้องกับอัตราแลกเปลี่ยนหรือค่าเงินบาทต้องเผชิญกับความท้าทายในตลาดการเงินที่ค่อนข้างมากกว่าปีที่ผ่านมา เพราะตลาดไม่สามารถรู้ได้ว่าอะไรจะเกิดขึ้นบ้าง

เรื่องที่เราไม่สามารถรู้ได้ว่าจะเกิดขึ้น เช่น เราไม่สามารถรู้ได้ว่าประเทศมหาอำนาจทางเศรษฐกิจจะดำเนินนโยบายไปในทิศทางใด คาดเดาไม่ได้เลยว่าจะเกิดอะไรขึ้น อย่างกรณีรัสเซียอาจจะรู้ล่วงหน้าบ้าง เพราะมีทุนสำรองระหว่างประเทศต่ำเหลือแค่ 400 ล้านเหรียญสหรัฐ แถมถูกคว่ำบาตรทางการค้า และยังขอกู้เพิ่มไม่ได้ แถมขายสินค้าไม่ได้ นอกจากนี้ค่าเงินรูเบิ้ลของรัสเซียก็ยังอ่อนอีก ซึ่งปัญหารัสเซียคาดว่าอาจจะมีการโต้ตอบทางการเมืองอีก ซึ่งสิ่งเหล่านี้สามารถมีผลกระทบได้มากขึ้นต่อตลาดการเงินโลก

ในสถานการณ์เช่นนี้การดูแลค่าเงินบาทของ ธปท.จะไม่มีการฝืนตลาด ธปท.จะดูตามกลไกตลาด ดังนั้นผู้ประกอบการที่เกี่ยวข้องกับค่าเงินบาทจะต้องระมัดระวังความผันผวนในตลาดโลกให้มาก ซึ่งควรมีการซื้อป้องกันความเสี่ยงอัตราแลกเปลี่ยน (Hedging) ไว้ล่วงหน้า การจะหวังให้ ธปท.ดูแลค่าเงินบาทอ่อนไปถึงระดับ 36-37 บาท/เหรียญสหรัฐ เพื่อช่วยภาคส่งออกหนุนเศรษฐกิจโตสูงขึ้นคงทำไม่ได้

“ถ้าปล่อยให้ค่าเงินบาทอ่อนค่าไปถึง 36-37 บาท/เหรียญสหรัฐ เศรษฐกิจไทยอาจจะเกิดวิสัญญี เพราะเงินบาทอ่อนค่ามากสุดในปีที่ระดับ 33.15 บาท/เหรียญสหรัฐเท่านั้น หากเราปล่อยให้ค่าเงินอ่อนไปถึงระดับ 36-37 บาท/เหรียญสหรัฐ พื้นฐานเศรษฐกิจไทยคงแย่หรือพื้นฐานเศรษฐกิจคงเปลี่ยนไปมาก ซึ่งหมายถึงพื้นฐานเศรษฐกิจประเทศจะแย่ลงมันจะดีอย่างไร ซึ่งมันไม่ดีอยู่แล้ว เพราะโดยปกติพื้นฐานประเทศที่มีเศรษฐกิจประเทศแย่ลงคงไม่ดีอยู่แล้ว” ผ่องเพ็ญ กล่าว

ทั้งนี้ การที่ค่าเงินบาทเริ่มนิ่งขึ้นมาในช่วงปี 2557 นั้น ไม่ใช่ว่า ธปท.เข้าไปกดค่าเงินให้นิ่ง แต่มันเป็นการดำเนินการตามกลไกตลาด ซึ่งเป็นไปตามความต้องการซื้อและขาย หรืออุปสงค์และอุปทาน ความต้องการซื้อและความต้องการขายโดยตรงเป็นไปตามปกติตามธรรมชาติ อย่างไรก็ดี หากมีอะไรผิดคาด เช่น ธนาคารกลางสหรัฐ (เฟด) ขึ้นดอกเบี้ยเร็วกว่าที่คาด หรือญี่ปุ่นทำมาตรการผ่อนคลายทางการเงินหรือคิวอี เพื่ออัดฉีดเงินเข้าสู่ระบบเศรษฐกิจ หรือรัสเสียผิดนัดไม่จ่ายคืนหนี้ ฯลฯ ธปท.อาจจะจำเป็นต้องดูแลตลาดบ้าง

ผ่องเพ็ญ ยังกล่าวว่า ในปี 2557 ที่ผ่านมาตลาดเงินเผชิญกับปัญหาด้านการเมืองเป็นหลัก แต่ปีนี้ตลาดจะเผชิญกับปัจจัยการเปลี่ยนแปลงในตลาดโลกสูงกว่าปีที่แล้ว ปัจจัยที่จะมากระทบตลาดในปี 2558 มีค่อนข้างมาก ทำให้ ธปท.ต้องเตรียมการไว้รองรับความผันผวนจากการเคลื่อนย้ายของเงินทุน ซึ่งแผนการดูแลเงินทุนเคลื่อนย้ายปีนี้ก็ได้ส่งแผนไปที่กระทรวงการคลังหมดแล้ว

ทั้งนี้ จะมีการเปิดให้เงินทุนไหลออกได้สะดวกขึ้น ยกเว้นในเรื่องการลงทุนของกองทุนสำรองเลี้ยงชีพ ซึ่งเดิมตั้งใจจะเปิดในปีนี้ แต่คงต้องเลื่อนออกไปเป็นประมาณปี 2559 เพราะทางผู้บริหารกองทุนหรือบริษัทหลักทรัพย์จัดการกองทุน (บลจ.) กังวลว่า ถ้าเปิดลูกค้าจะหนีไปหา บลจ.ต่างประเทศที่มีความถนัดในผลิตภัณฑ์มากกว่า จึงต้องเลื่อนเพื่อให้ผู้บริหารกองทุนและนักลงทุนได้มีเวลาทำความเข้าใจในผลิตภัณฑ์มากขึ้น ทั้งคนขายและคนซื้อ โดยแผนการรองรับเงินทุนเคลื่อนย้ายปีหน้าส่งกระทรวงการคลังหมดแล้ว ถ้าคลังเห็นชอบก็สามารถอนุมัติได้ทันทีอยู่แล้ว

สำหรับปี 2558 ความท้าทายจะมากขึ้น การดำเนินนโยบายการเงิน หรือลดดอกเบี้ย จะไม่ใช่ทางแก้โจทย์ทางเศรษฐกิจในขณะนี้ เพราะถึงจะลดดอกเบี้ยอาจจะไม่ช่วยอะไรให้ดีขึ้น เนื่องจากดอกเบี้ยในปัจจุบันไม่ได้สูง ถึงลดดอกเบี้ยก็อาจจะไม่ช่วยให้คนใช้จ่ายหรือมีการลงทุนเพิ่ม

โจทย์ในขณะนี้อยู่ที่การเร่งเบิกจ่ายงบประมาณภาครัฐให้เป็นไปตามเป้าหมาย ซึ่งถ้าภาครัฐเบิกจ่ายได้ตามเป้าก็จะช่วยสร้างความมั่นใจในการใช้จ่าย ขณะที่ธุรกิจก็เร่งตัวขายได้มากขึ้น การลงทุนก็หมุนเงินต่อได้ แต่ถ้ารัฐไม่สามารถเบิกจ่ายได้นโยบายการเงินก็ไม่สามารถช่วยให้คนลงทุนหรือเพิ่มการใช้จ่ายได้ การทำให้นโยบายการเงินหรือดอกเบี้ยก็ช่วยแก้ปัญหาในขณะนี้ไม่ได้ เรียกว่าแก้ปัญหาไขปัญหาแบบไขกุญแจไม่ถูกดอก

หากดูผลตอบแทนพันธบัตรรัฐบาลในปัจจุบันค่อนข้างต่ำ เพราะห่างจากปี 2552 ที่มีผลกระทบจากวิกฤตซับไพรม์ แค่ไม่เกิน 0.1% ซึ่งอัตราผลตอบแทนพันธบัตรรัฐบาลอายุ 10 ปี อยู่ที่ 2% กว่าๆ ตอนนี้ห่างกันแค่นิดเดียว ซึ่งดอกเบี้ยนโยบายลดลงเพียงเล็กน้อย โดยปี 2557 ที่ผ่านมาคณะกรรมการนโยบายการเงิน (กนง.) ลดดอกเบี้ยนโยบายลงครั้งเดียวที่ 0.25% เหลือ 2% ในปัจจุบัน

ปัจจุบันการซื้อป้องกันความเสี่ยงอัตราแลกเปลี่ยนลดลง เห็นได้จากธุรกิจส่งออกในภาวะตลาดผันผวน แต่การซื้อป้องกันความเสี่ยงอัตราแลกเปลี่ยนกลับลดลงหรือคงที่  เพราะเงินบาทอ่อนค่า ซื้อป้องกันความเสี่ยงอัตราแลกเปลี่ยนไว้ที่ 32 บาท แต่ค่าเงินบาทไปอยู่ที่ 33 เลย ซึ่งกำไรอยู่แล้ว ทำให้ไม่ค่อยมีผู้ส่งออกซื้อป้องกันความเสี่ยงมากนัก ส่งผลให้ในช่วงบาทอ่อนเลยมีการซื้อป้องกันความเสี่ยงอัตราแลกเปลี่ยนน้อยลง

ส่วนกรณีรัสเซียถามว่าจะเป็นตัวเร่งที่ร้ายแรงของตลาดการเงินโลกผันผวนมากขึ้นหรือไม่นั้นผ่องเพ็ญ กล่าวว่า ตอบยาก เพราะคาดเดาอะไรไม่ได้ หากรัสเซียเบี้ยวหนี้หรือจ่ายชำระหนี้ช้า ตลาดในภูมิภาคเศรษฐกิจเกิดใหม่ อาจจะถูกมองว่าอยู่ในเข่งใบเดียวกันกับรัสเซีย จึงอาจจะมีเงินทุนไหลกลับออกไปก่อน แล้วค่อยกลับมาลงทุนใหม่ ในสถานการณ์ฝุ่นตลบเขาจะคิดว่าปลอดภัยไว้ก่อน แต่เมื่อสถานการณ์สงบแล้วเขาจะกลับมาใหม่ หากเศรษฐกิจไทยมีพื้นฐานดีและปัญหารัสเซียไม่ผิดไปจากที่ตลาดคาดการณ์ไว้ และเฟดไม่ได้รีบขึ้นดอกเบี้ยเร็วกว่าที่ตลาดคาด ก็ไม่น่าจะมีปัญหาอะไร หากติดตามดูตลอดช่วงนี้จะเห็นว่าเฟดใจเย็นมากขึ้น การจะประกาศอะไรต้องระวัง เพราะเงินเฟ้อลดลงไปแล้ว

“ธปท.คิดว่าการเคลื่อนเงินทุนปีหน้าจะไม่รุนแรงมากนัก ถ้ารัสเซียไม่มีอะไรผิดไปจากที่ตลาดคาดไว้ และถ้าเฟดไม่รีบปรับทิศดอกเบี้ยมากนัก คงไม่มีการเคลื่อนไหวเงินทุนไหลออกรุนแรงมากนักจนตลาดผันผวนรุนแรง” ผ่องเพ็ญ กล่าว

อย่างไรก็ดี ปีหน้าความผันผวนในตลาดการเงินจะเพิ่มขึ้น ผู้ประกอบการที่เกี่ยวกับเงินตราต่างประเทศ อย่าชะล่าใจ เพราะกรณีรัสเซียอาจจะมีผลต่อตลาดเงิน กรณีร้ายแรงอาจจะจ่ายหนี้ช้าหรือผิดนัดชำระนี้ อาจทำให้เกิดเงินทุนต่างชาติไหลออกในระยะสั้น โดยจะออกไปจากตลาดอิมเมอร์จิ้นมาร์เก็ต ซึ่งรวมทั้งประเทศไทยด้วย

ข่าวล่าสุด

จากพลังงานสู่พลังชุมชน ปตท. ปั้น 44 “ช่างชุมชน” รุ่นที่ 12 ต่อยอดพลังงานสะอาดให้ตอบโจทย์พื้นที่

จากพลังงานสู่พลังชุมชน ปตท. ปั้น 44 “ช่างชุมชน” รุ่นที่ 12 ต่อยอดพลังงานสะอาดให้ตอบโจทย์พื้นที่