posttoday
เรียนรู้จากความผิดคนอื่น ...ง่ายกว่า

เรียนรู้จากความผิดคนอื่น ...ง่ายกว่า

01 มกราคม 2558

ตามธรรมดาคนเรามักได้รับการอบรมจากผู้หลักผู้ใหญ่ตลอดจนครูอาจารย์ว่า คนที่มีคุณธรรมเวลาทำผิดจะไม่โทษคนอื่น แต่ควรโทษตนเอง นายที่ดีย่อมไม่โทษลูกน้อง ผู้ใหญ่ไม่ควรโทษเด็ก เป็นต้น เวลาที่เราเรียนรู้กรณีศึกษาต่างๆ ด้านการบริหารจัดการเราก็มักศึกษาเรื่องเคล็ดลับและสูตรสำเร็จของบุคคลต่างๆ หรือองค์กรต่างๆ มีน้อยที่เราจะศึกษาบทเรียนที่เกิดจากการทำผิดพลาดของ CEO และขององค์กร ทั้งนี้ตัวบุคคลและองค์กรต่างๆ ที่ทำผิดพลาดก็มักอายไม่อยากจะเปิดเผยเรื่องราวความผิดต่อสาธารณชนสักเท่าไร เราจึงมีกรณีศึกษาเรื่องปัจจัยหลักของความสำเร็จ (Key success factors) และแนวทางปฏิบัติที่ดีที่สุด (Best practices) มากกว่าหนทางสู่ความล่มจมล้มเหลวเสียชื่อเดินถอยหลังของผู้นำและองค์กรต่างๆ เช่นเดียวกับการโค้ช (Coaching) ผู้บริหารให้มีภาวะผู้นำที่มีประสิทธิภาพยิ่งขึ้น มีกูรูหลายท่านกล่าวว่าเราควรเน้นเสริมสร้างจุดเด่นมากกว่าใช้เวลามากมายในการแก้ไขจุดบกพร่องที่หลายคนแก้ได้ยาก

ตามธรรมดาคนเรามักได้รับการอบรมจากผู้หลักผู้ใหญ่ตลอดจนครูอาจารย์ว่า คนที่มีคุณธรรมเวลาทำผิดจะไม่โทษคนอื่น แต่ควรโทษตนเอง นายที่ดีย่อมไม่โทษลูกน้อง ผู้ใหญ่ไม่ควรโทษเด็ก เป็นต้น เวลาที่เราเรียนรู้กรณีศึกษาต่างๆ ด้านการบริหารจัดการเราก็มักศึกษาเรื่องเคล็ดลับและสูตรสำเร็จของบุคคลต่างๆ หรือองค์กรต่างๆ มีน้อยที่เราจะศึกษาบทเรียนที่เกิดจากการทำผิดพลาดของ CEO และขององค์กร ทั้งนี้ตัวบุคคลและองค์กรต่างๆ ที่ทำผิดพลาดก็มักอายไม่อยากจะเปิดเผยเรื่องราวความผิดต่อสาธารณชนสักเท่าไร เราจึงมีกรณีศึกษาเรื่องปัจจัยหลักของความสำเร็จ (Key success factors) และแนวทางปฏิบัติที่ดีที่สุด (Best practices) มากกว่าหนทางสู่ความล่มจมล้มเหลวเสียชื่อเดินถอยหลังของผู้นำและองค์กรต่างๆ เช่นเดียวกับการโค้ช (Coaching) ผู้บริหารให้มีภาวะผู้นำที่มีประสิทธิภาพยิ่งขึ้น มีกูรูหลายท่านกล่าวว่าเราควรเน้นเสริมสร้างจุดเด่นมากกว่าใช้เวลามากมายในการแก้ไขจุดบกพร่องที่หลายคนแก้ได้ยาก

อย่างไรก็ตาม มีผู้เชี่ยวชาญและโค้ชอีกหลายท่านที่มีความเห็นว่าการเรียนรู้กรณีศึกษาตลอดจนการโค้ชเพื่อพัฒนาภาวะผู้นำนั้น เราน่าจะเรียนรู้จากข้อบกพร่องและความผิดพลาดได้ดีกว่าการเรียนรู้จากเรื่องราวความสำเร็จของผู้อื่น ที่เป็นเช่นนี้เพราะว่าความสำเร็จใดๆ ก็ตามมักไม่ได้เกิดขึ้นจากกลยุทธ์หรือปัจจัย หรือการกระทำเพียงอย่างหนึ่งอย่างเดียว แต่มันมักเกิดจากการผสมผสานหลักการแนวคิดหลายๆ อย่างและต้องมีกระบวนการทำงานที่ซับซ้อนพอสมควร ดังนั้นเวลาที่คนโดยมากยืดคอมองหา “สูตรสำเร็จ” เพราะคิดว่าจะมี “ทางลัด” สั้นๆ ง่ายๆ เพื่อมุ่งหาความสำเร็จจึงเป็นเรื่องสมหวังได้ยาก แต่ก็ยังมีหลายคนที่คอยหาสูตรสำเร็จนั้นอยู่ ทำให้มีคนพิมพ์หนังสือประเภท “How to” (ประเภทแนะนำว่า “ทำอย่างไร”) ออกมาขายได้เนืองๆ

ขอบอกอีกครั้งค่ะว่าสูตรสำเร็จในโลกนี้หายากค่ะ มีแต่สูตรที่ทุกคนต้องใช้วิจารณญาณวิเคราะห์และประยุกต์ให้เหมาะกับสถานการณ์สิ่งแวดล้อมที่เผชิญอยู่จึงจะใช้การได้ การที่คิดจะลอก (Copy) แล้วนำมาใช้แบบไม่ต้องประยุกต์ดัดแปลงอะไรเลยดูจะหาไม่ค่อยมี ผู้ที่ประสบความสำเร็จหลายคนในทุกวงการ จึงต้องมีทักษะในการวิเคราะห์และประยุกต์หลักการกลยุทธ์ต่างๆ เป็นต้นทุน สตี้ฟ มาร์ติน (คนละคนกับที่เป็นดาราผู้รับบทสารวัตร “คลูโซ” ในภาพยนตร์สืบสวนแนวคอมเมดี้ “เดอะ พิงค์ แพนเธอร์” นะคะ) ผู้แต่งหนังสือเรื่อง “The Small Big” กล่าวว่า มนุษย์เรามักสังเกตและจดจำความผิดที่ผู้อื่นทำได้มากกว่าเรื่องราวความสำเร็จของเขา ด้วยเหตุนี้มันจึงเป็นวิธีการเรียนรู้ที่ดีที่สุด เพราะเราจะจำว่าเราจะไม่ทำพลาดอย่างที่ผู้อื่นได้ทำมาแล้ว

ตัวอย่างของนักบริหารระดับโลกที่ชอบเก็บเกี่ยวบทเรียนจากความพลาดพลั้งของผู้อื่นก็คือ ชาร์ลี มังเกอร์ หุ้นส่วนของวอร์เรน บัฟเฟตต์ และเป็นที่ปรึกษาที่ได้รับความเชื่อถือเป็นอย่างสูงของบริษัท เบิร์คเชียร์ แฮทธาเวย์ (Berkshire Hathaway) ในการให้สัมภาษณ์ครั้งหนึ่งเขาเปิดเผยว่าเขาชอบวิเคราะห์หาจุดผิดพลาดที่คนอื่นทำแล้วเก็บข้อมูลเหล่านั้นไว้ในไฟล์ที่เขาตั้งชื่อว่า “ไฟล์เรื่องความโง่” (File of foolishness) ที่เขาจะทบทวนบทเรียนเหล่านั้นเพื่อเตือนตนไม่ให้ตกหลุมพรางที่คนอื่นพลาดมาแล้ว ในเรื่องของการเรียนรู้ความผิดพลาดของคนอื่น เวนดี้ จัง นักจิตวิทยาชาวออสเตรเลียได้เก็บสถิติจากการศึกษาของเธอ เพื่อหาข้อสรุปว่าระหว่างโปรแกรมฝึกอบรมแบบที่เน้นเรียนเรื่องราวความสำเร็จของคนอื่นกับโปรแกรมที่เน้นการเรียนรู้จากข้อผิดพลาดของคนอื่น เรียนแบบไหนจะได้ผลมากกว่ากัน ผลการศึกษาของจังแสดงให้เห็นว่าบรรดาผู้ที่เข้าร่วมโครงการศึกษาของเธอที่ผ่านการฝึกอบรมที่เน้นการเรียนรู้จากความผิดพลาดของผู้อื่น (เน้นว่าต้องเป็นความผิดพลาดของ
ผู้อื่นไม่ใช่ของตนเองนะคะ) มีพัฒนาการการเรียนรู้และทักษะสูงกว่าผู้ที่ผ่านการฝึกอบรมที่เรียนแต่เรื่องความสำเร็จของคนอื่น

สงสัยใช่ไหมคะว่าทำไม? จังอธิบายว่าธรรมชาติของมนุษย์จะสนใจและตั้งใจจำความผิดของคนอื่นมากกว่าจะจำความสำเร็จของพวกเขา อาจจะฟังดูแย่สักหน่อยเกี่ยวกับธรรมชาติของมนุษย์เรา แต่มันไม่ได้แย่ขนาดนั้นหรอกค่ะ ในแง่ของการเรียนรู้ ธรรมชาติของมนุษย์เราอีกนั่นแหละที่ทำให้เราทำใจยากที่จะยอมรับว่าเราทำผิด กว่าจะก้าวข้ามช่วงเวลาที่เราต่อสู้โต้เถียงแก้ตัวว่าเราไม่ได้ทำอะไรผิดก็ต้องใช้เวลานาน และสำหรับบางคนนั้นไม่เคยยอมรับเลยว่าตัวเองผิด แบบนี้ก็ไม่มีวันต้องเรียนรู้กันล่ะ เพื่อตัดปัญหาเรื่องทำใจยอมรับความผิดของตัวเองไม่ได้ จังจึงบอกว่ามันง่ายกว่าที่จะเรียนรู้จากความผิดพลาดของคนอื่น ง่ายกว่าที่จะวิพากษ์วิจารณ์และวิเคราะห์ว่าสาเหตุอะไรทำให้คนอื่นคิดผิด ตัดสินใจผิด สตี้ฟ มาร์ติน ยังเปิดเผยข้อมูลที่น่าสนใจอีกประการหนึ่งด้วยว่า ในขณะที่ความสำเร็จเกิดจากการผสมผสานบูรณาการของปัจจัยหลายอย่าง แต่ความผิดพลาดเกิดขึ้นได้ง่ายๆ เพียงแค่พลาดในปัจจัยเรื่องเดียว จึงเป็นเรื่องสมเหตุสมผลที่ผู้บริหารจะได้รับการฝึกอบรมและการโค้ชผ่านกรณีศึกษาเรื่องความผิดพลาดของคนอื่น

สำหรับตัวผู้เขียนเองคิดว่าแนวคิดของเวนดี้ จัง และสตี้ฟ มาร์ติน มีประเด็นและหลักฐานสนับสนุนที่มีน้ำหนักทีเดียว และถ้าจะให้เลือกผู้เขียนคงขอพิจารณาบุคลิกภาพและจริตของผู้บริหารที่จะรับการอบรมหรือโค้ชก่อนว่าถนัดเรียนรู้แบบไหนได้ดีที่สุด แล้วจึงเลือกวิธีการฝึกอบรมให้เหมาะกับสไตล์การเรียนรู้ของเขาในช่วงต้นๆ แต่ในช่วงท้ายๆ ของการอบรมหรือการโค้ชผู้เขียนคงจะให้เขาทดลองเรียนรู้ในแนวทางที่เขาไม่ถนัด เพื่อที่เขาจะได้ฝึกปรับตัวและเปิดมุมมองการคิดการปฏิบัติในมิติที่เขาไม่คุ้นเคย เพื่อให้มีความคล่องตัวยืดหยุ่นมากขึ้น และสำหรับคนที่ชอบเรียนรู้จากความผิดของคนอื่น เขาควรเรียนรู้ที่จะปรับทัศนคติให้จดจำชื่นชมในความสำเร็จของคนอื่นด้วยเพื่อสร้างสมดุลของทัศนคติในการมองโลก

ข่าวล่าสุด

จากพลังงานสู่พลังชุมชน ปตท. ปั้น 44 “ช่างชุมชน” รุ่นที่ 12 ต่อยอดพลังงานสะอาดให้ตอบโจทย์พื้นที่

จากพลังงานสู่พลังชุมชน ปตท. ปั้น 44 “ช่างชุมชน” รุ่นที่ 12 ต่อยอดพลังงานสะอาดให้ตอบโจทย์พื้นที่