
รอจังหวะช้อนช่วงหุ้นทรุด
...พิชัย เลิศสุพงศ์กิจ.
สัปดาห์ก่อน ดัชนีหุ้นไทยฟื้นตัวมาปิดสูงที่ 771 จุด ด้วยมูลค่าการซื้อขายที่เพิ่มขึ้นใกล้ 2 หมื่นล้านบาท แรงขายต่างชาติชะลอลง หลังเทขายอย่างหนักหน่วง ราว 7 หมื่นล้านบาท ตลอดช่วง 2 เดือนที่ผ่านมา ช่วงสัปดาห์ก่อนเริ่มกลับมาซื้อสลับขาย
สัปดาห์ใหม่ แต่ปัจจัยลบเดิมยังปกคลุมตลาด เมื่อวันศุกร์ ความกังวลว่า วิกฤตหนี้สาธารณะในยุโรปจะถ่วงการฟื้นตัวของเศรษฐกิจโลก ฉุดดัชนีดาวโจนส์ร่วง 3.2% ดัชนี CAC40 ของฝรั่งเศสทรุด 2.86% ดัชนี DAX เยอรมันถอย 1.91% ดัชนี FTSE100 อังกฤษซึมลง 1.63% ราคาน้ำมันดิบไนเมกซ์ดิ่งลง 4.15% มาปิดอยู่ที่ 71.51 เหรียญสหรัฐ/บาร์เรล
ความกังวลระลอกใหม่ ปะทุขึ้น หลังโฆษกของนายกรัฐมนตรีคนใหม่ของฮังการียอมรับกระแสวิจารณ์ที่ว่า ฮังการีเสี่ยงสูงที่จะผิดนัดชำระหนี้ ความเห็นนี้ฉุดค่าเงินฮังการีร่วงแรงทันที และพลอยดึงค่าเงินยูโรร่วงหลุดแนวรับสำคัญ 1.2 เหรียญสหรัฐ สู่จุดต่ำสุดใหม่ในรอบ 4 ปี
ฮังการีเป็นหนึ่งในชาติสมาชิกของสหภาพยุโรป แต่ยังไม่ใช้เงินยูโร มีขนาดเศรษฐกิจราวครึ่งหนึ่งของกรีซ ก่อนหน้านั้นความกังวลเรื่องหนี้สาธารณะพุ่งเป้าไปที่กลุ่มประเทศลูกหมู (PIIGS) ซึ่งประกอบด้วย โปรตุเกส ไอร์แลนด์ อิตาลี กรีซ และสเปน ปัญหาของฮังการีจึงเป็นสัญญาณล่าสุดที่ชี้ว่า วิกฤตหนี้สาธารณะกำลังลุกลามออกไปยังยุโรปตอนกลางและตะวันออก
แม้เครื่องชี้เศรษฐกิจของเยอรมัน ฝรั่งเศส และเนเธอร์แลนด์ ซึ่งเป็นสมาชิกอียูที่สำคัญยังอยู่ในเกณฑ์ดี แต่วิกฤตหนี้สาธารณะของกลุ่มประเทศลูกหมู รวมถึงยุโรปตะวันออกและตอนกลาง ทำให้คาดหมายได้ว่าเศรษฐกิจยุโรปที่มีขนาดราว 16% ของจีดีพีโลก จะฟื้นตัวอย่างเชื่องช้าในช่วง 23 ปีข้างหน้า และกลายเป็นตัวถ่วงการฟื้นตัวของเศรษฐกิจโลก
ในส่วนของตลาดหุ้นสหรัฐอเมริกาที่ทรุดแรงกว่าของยุโรป เนื่องจากตัวเลขการจ้างงานเดือน พ.ค. ออกมาย่ำแย่กว่าที่ตลาดคาดไว้มาก โดยมีการจ้างงานเพิ่มขึ้น 431,000 ตำแหน่ง แต่เป็นการจ้างงานชั่วคราวเพื่อสำรวจสำมะโนประชากรถึง 411,000 ตำแหน่ง ขณะที่ภาคเอกชนจ้างงานเพิ่มขึ้นเพียง 41,000 ตำแหน่ง ลดลงอย่างมากจากเดือน เม.ย. ที่จ้างเพิ่มถึง 218,000 ตำแหน่ง ส่วนภาครัฐจ้างงานลดลง 21,000 ตำแหน่ง ขณะที่อัตราการว่างงานลดลงเล็กน้อยจาก 9.9% มาอยู่ที่ 9.7%
ปัญหาการว่างงานในสหรัฐตลอดจนปัญหาสินเชื่อหดตัวในระบบการเงินสหรัฐทำให้การฟื้นตัวของเศรษฐกิจสหรัฐยังคงเปราะบาง ยิ่งค่าเงินยูโรทรุดแรงจะส่งผลลบต่อการส่งออกของสหรัฐไปยังยุโรปซึ่งเป็นคู่ค้าที่สำคัญของสหรัฐ ปัญหาในยุโรปจึงส่งผลกระทบชิ่งมายังสหรัฐอย่างมิอาจหลีกเลี่ยงได้
วิกฤตหนี้สาธารณะในยุโรประลอกใหม่ รวมถึงการฟื้นตัวที่เปราะบางของสหรัฐจะทำให้เกิดการปรับเปลี่ยนพอร์ต โดยลดการถือครองสินทรัพย์เสี่ยง โดยเฉพาะหุ้นและสินค้าโภคภัณฑ์พื้นฐาน ช่วงต้นสัปดาห์นี้คาดว่าแรงขายต่างชาติจะกดดัชนีหุ้นไทยลง โดยมีแนวรับแรกอยู่ที่ 750755 จุด บริเวณนี้แนะทยอยซื้อบางส่วน โดยเน้นหุ้นพื้นฐานดี ที่ราคาหุ้นตลาดยังห่างจากมูลค่าพื้นฐานเกิน 15% ขึ้นไป เช่น CPALL, CPF, GLOW, BANPU, PTTCH, ROBINS, ADVANC เป็นต้น
ในส่วนของแรงขายต่างชาตินั้น คงจำได้ว่าช่วงเกิดวิกฤตซับไพรม์ ต่างชาติกระหน่ำขายอย่างหนัก ในช่วงดังกล่าวพวกฮอตมันนี่ รวมถึงพอร์ตที่ระยะกลางยาวบางส่วนได้ทิ้งหุ้นไทยออกมาตลอดทาง แรงขายเริ่มแห้งในช่วง 910 มี.ค. 2552 ซึ่งเป็นจุดกลับตัวของตลาดหุ้นทั่วโลก นับจากจุดนั้นจนถึงปัจจุบัน ต่างชาติยังคงซื้อสุทธิอยู่ราว 2.8 หมื่นล้านบาท และมีกำไรจากส่วนต่างราคาหุ้นอีกส่วนหนึ่ง ผมประเมินว่า ในกรณีเลวร้าย หากต่างชาติจะขายอีกจะมีแรงขายไม่น่าเกิน 3 หมื่นล้านบาท ส่วนด้านซื้อ แทบไม่ต้องหวัง เนื่องจากต่างชาติคงรอประเมินแนวโน้มเศรษฐกิจและการเมืองไทยให้ชัดเจนก่อนอย่างน้อยอีก 12 เดือนขึ้นไป
ที่สำคัญหุ้นไทยขณะนี้มิได้มีโอกาสทำกำไรมากมายนัก ส่วนใหญ่ประเมินมูลค่าที่เหมาะสมของปีนี้ไว้ที่ 800 จุด +/ 20 จุด ดังนั้นหากจะใช้ความถูก ดึงดูดแรงซื้อต่างชาติ ดัชนีต้องถอยลงมาต่ำกว่า 720 จุด
อย่างไรก็ดี โอกาสที่จะทรุดแรงก็มีไม่มากนัก เนื่องจากเศรษฐกิจไทยยังขยายตัวในเกณฑ์ดี โดยคาดว่าจะโตได้ใกล้เคียง 5% เนื่องจากส่งออกขยายตัวดีมาก ตามการฟื้นตัวของเศรษฐกิจโลก ส่วนวิกฤตหนี้สาธารณะในยุโรปแม้จะคงคุกรุ่นอยู่ แต่ความช่วยเหลือทางการเงินมูลค่า 7.5 แสนล้านยูโร จะช่วยประคับประคองสถานการณ์ได้ระดับหนึ่ง
สรุปได้ว่า ดัชนีหุ้นช่วง 12 เดือนนี้ จะแกว่งตัวในกรอบกว้าง ด้านบนติดแนวต้าน 780 จุด ส่วนด้านล่างมีแนวรับอยู่ที่ 720 จุด กลยุทธ์ช่วงนี้ คือ ขึ้นขาย ลงซื้อ







