
ผ่าพฤติกรรมผู้บริโภคยคเสพคอนเทนต์ออนไลน์
การบริโภคสื่อของคนรุ่นใหม่ที่หันมาเสพสื่อออนไลน์มากขึ้นสวนทางกับสื่อทีวีที่มีแนวโน้มลดลง ซึ่งผลการวิจัยเกี่ยวกับโทรทัศน์และสื่อแห่งปี 2014 (Changing consumer needs are creating a new media landscape) ของอีริคสัน คอนซูเมอร์แล็บ ยิ่งตอกย้ำเทรนด์ดังกล่าวให้ชัดเจนขึ้น
การบริโภคสื่อของคนรุ่นใหม่ที่หันมาเสพสื่อออนไลน์มากขึ้นสวนทางกับสื่อทีวีที่มีแนวโน้มลดลง ซึ่งผลการวิจัยเกี่ยวกับโทรทัศน์และสื่อแห่งปี 2014 (Changing consumer needs are creating a new media landscape) ของอีริคสัน คอนซูเมอร์แล็บ ยิ่งตอกย้ำเทรนด์ดังกล่าวให้ชัดเจนขึ้น
บัญญัติ เกิดนิยม ผู้อำนวยการฝ่ายสื่อสารและองค์กรสัมพันธ์ บริษัท อีริคสัน ประเทศไทย เผยผลสำรวจความคิดเห็นในการบริโภคสื่อของผู้บริโภค 2.3 หมื่นคน ใน 23 ประเทศว่า ผู้บริโภคได้หันมาบริโภคคอนเทนต์ต่างๆ ทั้งข่าว ละคร ซีรี่ส์ เพลง ฯลฯ ผ่านสื่อออนไลน์ หรือที่เรียกกันว่าการรับชมแบบสตรีมมิ่ง (Streaming) มากขึ้น และมีอัตราที่ใกล้เคียงกับการรับชมทีวีแบบดั้งเดิม (ตามชมตามผังเวลาปกติ)
ผลการวิจัยดังกล่าว ระบุว่า ปัจจุบันผู้บริโภคทั่วโลกรับชมแบบสตรีมมิ่งสูงถึง 75% เพิ่มขึ้นจากปี 2554 ที่มีสัดส่วนเพียง 61% ส่วนการรับชมทีวีแบบดั้งเดิมมีสัดส่วนอยู่ที่ 75% ลดลงจากปี 2554 ที่มีสัดส่วนสูงถึง 83% และหากวิเคราะห์จากสัดส่วนปัจจุบันจะเห็นว่าการรับชมแบบสตรีมมิ่งกับรับชมแบบดั้งเดิมมีสัดส่วนต่างกันเพียง 2% เท่านั้น
นอกจากนี้ ในช่วงเวลาแค่ 2 ปี ผู้บริโภคทั่วโลกมีความพร้อมที่จะจ่ายเงินเพื่อเข้าถึงเนื้อหาบนอุปกรณ์มือถือต่างๆ เพิ่มขึ้นถึง 25% โดยเฉพาะความนิยมในวิดีโอออนดีมานด์ หรือการจ่ายเงินเพื่อชมเฉพาะคอนเทนต์ที่อยากดู เช่น หากเป็นซีรี่ส์ก็ต้องการดูรวดเดียวจบ ไม่ต้องการดูเป็นตอนๆ อีกต่อไป
สำหรับอุปกรณ์ที่ผู้บริโภคใช้เสพคอนเทนต์ต่างๆ ยังขยับไปหาสมาร์ทโฟนและแท็บเล็ตมากขึ้น และหากวิเคราะห์เปรียบเทียบในทุกอุปกรณ์แล้ว สิ่งที่เห็นภาพชัดเจน คือ โทรทัศน์เป็นเพียงอุปกรณ์เดียวที่ใช้ดูได้เฉพาะคอนเทนต์ออกอากาศสด ส่วนคอมพิวเตอร์ตั้งโต๊ะ คอมพิวเตอร์พกพา สมาร์ทโฟน และแท็บเล็ต สามารถใช้ดูได้ทั้งผังรายการออกอากาศสด และรายการย้อนหลัง
ภาพเหล่านี้ตอกย้ำให้เห็นว่าอุปกรณ์ยุคใหม่ สนับสนุนให้เกิดความต้องการคอนเทนต์ ออนดีมานด์มากขึ้น
แม้แต่อุตสาหกรรมภาพยนตร์ก็ต้องจับตาความเปลี่ยนแปลง โดยผลการสำรวจระบุว่า ผู้บริโภคส่วนใหญ่จะยังชมภาพยนตร์ใหม่ในโรงภาพยนตร์ เพราะมองว่าเป็นงบสำหรับการออกเดตหรือการพักผ่อน แต่การซื้อดีวีดีภาพยนตร์ที่ออกจากโรงแล้วน้อยลงมาก พร้อมกับหันไปหาช่องทางอื่นๆ ในการดูภาพยนตร์เก่าแทน เช่น ช่องคอนเทนต์ออนดีมานด์ เป็นต้น
ผู้ประกอบการที่เกี่ยวข้องกับอุตสาหกรรมภาพยนตร์ในหลายประเทศ เริ่มหาแนวทางแก้ปัญหาด้วยการจับมือร่วมกันทุกฝ่าย ทั้งฝ่ายเจ้าของลิขสิทธิ์ภาพยนตร์ โรงภาพยนตร์ ผู้จำหน่ายดีวีดี และผู้ให้บริการคอนเทนต์ออนดีมานด์ เช่น ซื้อตั๋วหนังในราคา 200 บาทได้ดูเฉพาะในโรงภาพยนตร์ แต่ถ้าจ่ายเพิ่มอีก 50 บาท จะได้รหัสไปดูหนังเรื่องนี้ในช่องทางออนไลน์ เป็นต้น
ด้านพฤติกรรมการดูคอนเทนต์ต่างๆ บนสมาร์ทโฟน ส่วนใหญ่ยังชมอยู่บ้านเป็นหลัก เพราะข้อจำกัดเรื่องสัญญาณอินเทอร์เน็ตบนสมาร์ทโฟนนอกบ้านยังไม่เสถียรเท่ากับไวไฟในบ้าน ทำให้ผู้บริโภคทั่วโลกต้องการสัญญาณอินเทอร์เน็ตที่ดีขึ้น หากยกตัวอย่างเฉพาะในไทย ต้องมากกว่า 3G
“เทรนด์เหล่านี้เกิดขึ้นทั่วโลกไม่เว้นแม้ประเทศไทย การเสพคอนเทนต์บนโลกออนไลน์ที่มากขึ้น จะทำให้ทราฟฟิกบนโลกออนไลน์เพิ่มขึ้น ดังนั้นภาครัฐควรสนับสนุนให้มีการลงทุนระบบโครงข่ายที่เร็วกว่า 3จีเพื่อรองรับพฤติกรรมผู้บริโภคที่เปลี่ยนไป”
สำหรับทีวีดิจิทัลที่เพิ่งเกิดขึ้นในไทยนั้น เป็นเพียงการเปลี่ยนระบบออกอากาศทีวีดั้งเดิมของไทย และแม้เทรนด์ทั่วโลกคนจะเสพคอนเทนต์จากทีวีน้อยลง แต่ทีวีดิจิทัลคงไม่ถึงกับตาย เพราะยังมีรายการบางประเภทที่ผู้บริโภคต้องการดูสด เช่น อีเวนต์สำคัญ รายการกีฬาแมตช์เด่นๆ ซีรี่ส์เรื่องที่เป็นกระแสฮอตฮิต ที่จะทำให้เรตติ้งรายการสดยังอยู่ได้ แต่ผู้ประกอบการทีวีของไทยควรปรับตัวด้วยการเพิ่มช่องทางออกอากาศผ่านสื่อออนไลน์อย่างจริงจัง เช่น ทำแอพพลิเคชั่นดูรายการสด หรือให้ดูย้อนหลัง เป็นต้น
อีกหนึ่งพฤติกรรมผู้บริโภคยุคใหม่ที่น่าจับตามอง นั่นคือการหาวิธีเลี่ยงดูโฆษณาในทุกช่องทาง เช่น หากเป็นทีวีระบบดั้งเดิม ผู้บริโภคบางประเทศจะใช้วิธีอัดดีวีดี เพื่อมาดูทีหลังหรือเลือกใช้วิธีดูออนไลน์เพื่อเลี่ยงโฆษณา หรือแม้แต่โฆษณาบนสื่อออนไลน์ ผู้บริโภคก็จะหาวิธีเลี่ยงด้วยการกดข้าม (Skip) ไปดูคอนเทนต์ ดังนั้นเจ้าของสินค้าและนักโฆษณา ต้องหากลยุทธ์ในการสื่อสารที่จะดึงให้ผู้บริโภคอยู่กับโฆษณานั้นๆ ได้เกิน 5 วินาที หรือทำอย่างไร ผู้บริโภคจึงจะดูโฆษณาจนจบ
พฤติกรรมการบริโภคสื่อที่เปลี่ยนไปกลายเป็นปัจจัยสำคัญที่ทำให้ทั้งผู้ให้บริการทีวีระบบดั้งเดิม ผู้ผลิตคอนเทนต์ เจ้าของสินค้า และนักโฆษณาที่ต้องการอยู่รอดเลี่ยงไม่ได้ที่จะไม่ปรับตัว







