
ธปท.ชี้สภาพคล่องเหลือเฟือ
รับมือรัฐออกพันธบัตร8แสนล้านได้เงินฝากเดือนส.ค.ยังเพิ่ม3.2%
รับมือรัฐออกพันธบัตร8แสนล้านได้เงินฝากเดือนส.ค.ยังเพิ่ม3.2%
ธปท.ปัดสภาพคล่องไทยตึงตัว ยันรับมือการออกพันธบัตรรัฐบาล 8 แสนล้านได้
นางทองอุไร ลิ้มปิติ รองผู้ว่าการ ด้านเสถียรภาพสถาบันการเงิน ธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) เปิดเผยว่า จากการติดตามดูข้อมูลในเบื้องต้นของสภาพคล่องในระบบปัจจุบัน ยังพบว่ามีเพียงพอที่จะรองรับกิจกรรมทางเศรษฐกิจ ไม่ได้มีภาวะตึงตัวแต่อย่างใด แม้ว่าจะมีนักลงทุนบางส่วนเลือกไปลงทุนหาผลตอบแทนที่ดีกว่าในต่างประเทศบ้าง แต่สภาพคล่องในระบบยังไม่ได้ปรับลดลง สะท้อนได้จากเงินฝากในระบบสถาบันการเงินไม่มีการเปลี่ยนแปลงอย่างมีนัยสำคัญ
นางทองอุไร กล่าวว่า กรณีที่รัฐบาลจะออกพันธบัตรรัฐบาลอายุ 30 ปี ระดมทุนจากสภาพคล่องของตลาดในประเทศ ในวงเงินประมาณ 8 แสนล้านบาท เพื่อล้างหนี้โครงการรับจำนำข้าวที่ผ่านมานั้น ไม่น่าจะส่งผลกระทบต่อสภาพคล่องในระบบให้เกิดภาวะตึงตัวจนน่ากังวลอะไร เนื่องจากประชาชนยังให้ความสนใจการออมในรูปแบบของพันธบัตรอยู่อีกมาก
“ขณะนี้ประชาชนหรือผู้ออมเงินยังมีความต้องการที่จะถือลงทุนในพันธบัตรรัฐบาลอยู่ค่อนข้างมากพอสมควร เพราะพันธบัตรรัฐบาลให้ผลตอบแทนที่สูง แต่ความเสี่ยงต่ำ จึงเชื่อว่าความต้องการของนักลงทุนน่าจะมีมากพอที่จะรองรับวงเงินการออกพันธบัตรดังกล่าวได้” นางทองอุไร กล่าว
ก่อนหน้านี้ นายกรณ์ จาติกวณิช อดีต รมว.คลัง กล่าวเตือนถึงกรณีที่รัฐบาลเตรียมออกพันธบัตร 30 ปี เพื่อชดเชยความเสียหายจากโครงการรับจำนำข้าวรวม 3 ฤดูว่า ที่ผ่านมาคนไทยไม่นิยมซื้อพันธบัตรอายุยาวกว่า 5 ปี และเงิน 8 แสนล้านบาท จะมีผลกระทบต่อการดูดสภาพคล่องออกจากระบบอย่างมาก ถ้าจะเดินหน้าเรื่องดังกล่าว กระทรวงการคลังต้องพิจารณารายละเอียดวิธีการเพิ่มเติม
ทั้งนี้ ความกังวลเรื่องสภาพคล่องตึงตัว โดยเฉพาะการไหลออกของทุนต่างประเทศ ยังเกิดขึ้นไปทั่วภูมิภาค จากปัจจัยที่ธนาคารกลางสหรัฐ (เฟด) อาจปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยในปีหน้า และยุติมาตรการผ่อนปรนทางการเงินเชิงปริมาณ (คิวอี) ในเดือน ต.ค.ปีนี้
นางทองอุไร ยังระบุด้วยว่า จากรายงานระดับเงินฝากในระบบสถาบันการเงินที่รับฝากเงินรวมตั๋วแลกเงินล่าสุด ณ สิ้นเดือน ส.ค.ที่ผ่านมาของ ธปท. พบว่ามีจำนวน 15.82 ล้านล้านบาท ขยายตัว 3.2% เมื่อเทียบกับระยะเดียวกันปีก่อน อัตราขยายตัวดังกล่าวชะลอตัวลงเล็กน้อยเมื่อเทียบกับเดือน ก.ค. ที่เงินฝากเพิ่มขึ้น 3.5% ด้วยยอดคงค้างเงินฝาก 15.78 ล้านล้านบาท
นอกจากนี้ สินเชื่อในระบบสถาบันในขณะนี้ยังถือว่าขยายตัวในระดับที่สอดคล้องกับภาวะเศรษฐกิจ ไม่ถือว่าขยายตัวต่ำหรือน่าห่วง เพราะหากดูเปรียบเทียบกับอัตราการขยายตัวทางเศรษฐกิจ (จีดีพี) ที่ปีนี้โตได้ประมาณ 12%
“การที่สินเชื่อในระบบธนาคารพาณิชย์ยังเติบโตระดับ 69% ถือว่าเป็นการขยายตัวได้ในระดับที่เหมาะสม เพราะหากเศรษฐกิจเติบโตน้อย แต่สินเชื่อกลับโตด้วยเลข 2 หลักอย่างนั้นคงน่ากังวล โดยธปท.ได้มีการติดตามการเติบโตของสินเชื่อในภาพรวมทั้งระบบมาอย่างต่อเนื่อง ” นางทองอุไร กล่าว







