
Think Big : การรถไฟจีน (ภาคต้น)
ตั้งแต่สมัยผมยังเป็นเด็ก พอจะจำความได้ว่า หนึ่งในสถานที่ที่แม่ผมชอบพาไปมากๆ คือสถานีรถไฟ ผมชอบบรรยากาศของมันอย่างบอกไม่ถูก มันหมายถึงการเดินทางครั้งใหม่ที่กำลังจะเริ่มต้นขึ้นของใครหลายคน และเป็นการกลับมาบ้านจากการเดินทางอันเหน็ดเหนื่อยของใครอีกหลายคนเช่นกัน ด้วยจุดประสงค์ที่แตกต่างกันไปเหล่านี้ ผมได้เห็นทั้งรอยยิ้มของการพบเจอ น้ำตาของการจากลา และตัวประกอบ คนแปลกหน้า พ่อค้าแม่ค้าที่เดินไปเดินมาบนชานชาลาอย่างพลุกพล่าน ภาพเหล่านั้นมันเหมือนในหนังเปี๊ยบ
ตั้งแต่สมัยผมยังเป็นเด็ก พอจะจำความได้ว่า หนึ่งในสถานที่ที่แม่ผมชอบพาไปมากๆ คือสถานีรถไฟ ผมชอบบรรยากาศของมันอย่างบอกไม่ถูก มันหมายถึงการเดินทางครั้งใหม่ที่กำลังจะเริ่มต้นขึ้นของใครหลายคน และเป็นการกลับมาบ้านจากการเดินทางอันเหน็ดเหนื่อยของใครอีกหลายคนเช่นกัน ด้วยจุดประสงค์ที่แตกต่างกันไปเหล่านี้ ผมได้เห็นทั้งรอยยิ้มของการพบเจอ น้ำตาของการจากลา และตัวประกอบ คนแปลกหน้า พ่อค้าแม่ค้าที่เดินไปเดินมาบนชานชาลาอย่างพลุกพล่าน ภาพเหล่านั้นมันเหมือนในหนังเปี๊ยบ
ผมได้นั่งรถไฟครั้งแรกตอนอายุ 15 ปี บนเส้นทางกรุงเทพฯชุมพร ด้วยความตื่นเต้น และความรู้สึกแบบนั้นก็ยังคงติดตัวมาจนถึงปัจจุบัน ในทุกๆ ครั้งที่ผมได้มีโอกาสเดินทางด้วยรถไฟ สั้นบ้าง ยาวบ้าง ตามโอกาส
ในช่วงวัยเรียนจนถึงวัยทำงานผมก็มักหาโอกาสไปเปิดหูเปิดตาตนเองเพิ่มเติม เส้นทางที่เขาว่ากันว่าเป็นสายที่ยาวที่สุดในโลก สายที่เร็วที่สุดในโลก สายด่วนที่ช้าที่สุดในโลก สายที่สูงที่สุดในโลก ผมก็ได้มีโอกาสไปลองนั่ง (และนอน) มาแล้ว และยังมีอีกหลายๆ สายที่ไม่รู้จะ “อะไรที่สุดในโลก” ที่ผมยังคงใจจดใจจ่อรอโอกาสที่จะได้ขึ้นอยู่
จากประสบการณ์ในการนั่งรถไฟของผม หนึ่งในสิ่งที่ผมคิดว่าน่าสนใจมากก็คือพัฒนาการของการรถไฟของจีนแบบก้าวกระโดด ผมจำได้ว่าเมื่อช่วงปลายปี 2009 ผมได้มีโอกาสนั่งรถไฟจากเซี่ยงไฮ้ไปปักกิ่งเป็นครั้งแรก ด้วยรถไฟชนิดด่วนพิเศษ หรือ “เท่อไขว้” จำได้ว่าตอนนั้นออกจากเซี่ยงไฮ้ 1 ทุ่ม กว่าจะถึงปักกิ่งก็เกือบเที่ยงของอีกวัน (ประมาณ 15 ชั่วโมง) ในช่วงปลายปี 2010 ผมได้ลองอีกครั้ง คราวนี้ด้วยรถไฟความเร็วสูง (จริงๆ) ที่คนจีนเรียกกันว่า “ต้งเชอ” เวลาในการเดินทางลดลงเหลือประมาณ 9 ชั่วโมง ผ่านไปอีกไม่ถึงปี ผมได้มีโอกาสนั่งรถไฟในสายปักกิ่งเซี่ยงไฮ้นี้อีกครั้งด้วยรถไฟความเร็วสูงชนิดใหม่ล่าสุดในเวลานั้นที่เรียกว่า “เกาเถี่ย” เส้นทางสายเดิมที่มีระยะทางกว่า 1,300 กิโลเมตรนี้ ใช้เวลาเหลือเพียงน้อยกว่า 5 ชั่วโมงเท่านั้น
ถ้าจะเปรียบเทียบการเดินทางกับเครื่องบินแล้ว หากเรานับเวลาเดินทางไปกลับสนามบิน ตลอดจนพิธีการตรวจรักษาความปลอดภัยต่างๆ ฯลฯ ด้วยแล้ว “เกาเถี่ย” น่าจะเป็นทางเลือกที่น่าสนใจมากในการเดินทางระหว่างเมืองภายในประเทศจีนในไม่ช้า ในตอนนั้นผมแสดงวิสัยทัศน์ให้ตัวเองฟังเล่นๆ บนรถไฟว่า ถ้าทั่วโลกเราสามารถเชื่อมต่อกันหมดด้วยรถไฟความเร็วสูงแบบนี้ก็คงจะดีไม่น้อย
จะว่าไปแล้วผมก็เพิ่งจะกล่าวถึงประวัติของการรถไฟจีนไปในคอลัมน์ฯ ตอน “จีนกับ Urbanization และ Westernization” เมื่อช่วงต้นปีนี้ว่า “ระบบขนส่งมวลชนด้วยรถไฟของจีนนั้น เพิ่งจะเริ่มต้นขึ้นเมื่อประมาณ 60 ปีก่อนนี้เอง ภายหลังจากการก่อตั้งประเทศเป็นสาธารณรัฐประชาชนจีนในปี 1949 เส้นทางรถไฟสายแรกของจีนก็ได้เริ่มเปิดให้บริการในปี 1952 โดยเป็นเส้นทางระหว่างเมืองเฉิงตูและเมืองฉงชิ่ง ซึ่งมีระยะทางประมาณ 315 กิโลเมตร จนกระทั่งการสำรวจครั้งล่าสุดในปี 2011 มีโครงข่ายเชื่อมโยงนับเฉพาะภายในประเทศครอบคลุมถึงกว่า 91,000 กิโลเมตร ถ้าเราคิดเลขเล่นๆ ก็จะเห็นได้ว่า จีนมีโครงข่ายทางรถไฟเพิ่มขึ้นประมาณวันละเกือบ 4 กิโลเมตร ทุกวันในช่วง 60 ปีหลังมานี้ ในระยะหลังจะเห็นได้ว่าการรถไฟจีนได้มุ่งเน้นไปในเชิงคุณภาพที่การพัฒนารถไฟความเร็วสูงแทน”
ยังพูดไม่ทันขาดคำ จีนเพิ่งจะออกมาประกาศอีกครั้งถึงความพร้อมในการเตรียมตัวเปิดให้บริการในปีหน้า (2015) ด้วยเส้นทางรถไฟความเร็วสูงสายใหม่ที่ชื่อ “เป๋ยก่วงเซินกั่ง” ซึ่งเป็นการเชื่อมหัวเมืองสำคัญตั้งแต่ปักกิ่ง กวางเจา เซินเจิ้น และที่สำคัญคือสถานีปลายทางฮ่องกงเอาไว้ในเส้นทางเดียวกันทั้งหมด ในอีกไม่กี่เดือนข้างหน้าชาวจีนแผ่นดินใหญ่จะสามารถเดินทางจากปักกิ่งด้วยรถไฟความเร็วสูงนี้มาถึงฮ่องกง (สถานีเกาลูนตะวันตก) ได้ภายในเวลาประมาณ 89 ชั่วโมงเท่านั้น (จากปัจจุบันใช้เวลา 24 ชั่วโมง)
ผมสัญญากับตัวเองไว้แล้ว... หากเส้นทางสายนี้เปิดเมื่อไหร่ “นักสะสมประสบการณ์รถไฟ” อย่างผมต้องไม่พลาดแน่ๆ แล้วมาต่อกันคราวหน้า (วันอังคารที่ 18 พ.ย. 2557) กับภาคจบนะครับ







