
เทขายพันธบัตรไทย
กสิกรฟันธงไตรมาสสุดท้ายต่างชาติขายขนเงินกลับลงทุนสหรัฐถึงแสนล้านบาท
กสิกรฟันธงไตรมาสสุดท้ายต่างชาติขายขนเงินกลับลงทุนสหรัฐถึงแสนล้านบาท
กสิกรไทยฟันธงไตรมาสสุดท้ายปีนี้ ต่างชาติเทขายพันธบัตรรัฐบาล 1 แสนล้าน
นายกอบสิทธิ์ ศิลปชัย ผู้บริหารงานวิจัยเศรษฐกิจและตลาดทุน ธนาคารกสิกรไทย เปิดเผยว่า ต่างชาติมีแนวโน้มลดการถือครองพันธบัตรรัฐบาลไทย หลังจากที่ธนาคารกลางสหรัฐ (เฟด) ยกเลิกมาตรการผ่อนคลายเชิงปริมาณ (คิวอี) สิ้นเดือน ต.ค.นี้ โดยเงินจะไหลออกกลับไปสินทรัพย์ที่มีความปลอดภัยในสหรัฐ
ทั้งนี้ ประเมินว่าในช่วง 3 เดือนสุดท้ายจะมีต่างชาติเทขายพันธบัตรรัฐบาลออกมาราว 1 แสนล้านบาท จากปัจจุบันมีเม็ดเงินประมาณ 6 แสนล้านบาท ซึ่งจะมีผลให้ค่าเงินบาทอ่อนค่าลงจากระดับปัจจุบันไปอยู่ที่ 33 บาท/เหรียญสหรัฐ ในสิ้นปีนี้
“เม็ดเงินที่ไหลออกเต็มที่ประมาณ 1 แสนล้านบาท แต่ยังมีบางส่วนที่ลังเลไม่อยากขายพันธบัตรไทย เพราะถึงเฟดจะยกเลิกคิวอี แต่ตัวเลขเศรษฐกิจเขายังไม่ชัดเจนว่าจะฟื้นน่าจะเลื่อนไปขึ้นดอกเบี้ยราวไตรมาส 3 ปีหน้า หากนักลงทุนรีบขายเขากลัวขาดทุนจากค่าเงิน” นายกอบสิทธิ์ กล่าว
นายกอบสิทธิ์ กล่าวว่า สำหรับผลที่จะเกิดกับตลาดหุ้นไทยหากมีการเทขายพันธบัตรออกใน 3 เดือนสุดท้ายของปีนี้คงไม่แรงมาก แม้จะมีนักลงทุนต่างชาติขายออกและมีการปรับฐาน แต่ก็มีแรงซื้อกองทุนแอลทีเอฟและอาร์เอ็มเอฟเข้ามาพยุงไว้ ดัชนีจึงไม่น่าจะหลุด 1,500 จุด โดยธนาคารกสิกรไทยยังประเมินว่า ดัชนีหุ้นไทยช่วงสิ้นปีนี้จะอยู่ที่ระดับ 1,570 จุด
อย่างไรก็ตาม ประเทศหลักอย่างยูโรโซนและญี่ปุ่นยังเตรียมมาตรการนโยบายการเงิน เพื่อพยุงเศรษฐกิจและแก้ปัญหาเงินฝืด โดยเฉพาะญี่ปุ่นยังได้รับผลกระทบจากการขึ้นภาษีการบริโภคและความเชื่อมั่นภาคเอกชนลดลง ส่วนจีนเศรษฐกิจยังมีความท้าทายต้องมีมาตรการกระตุ้นเพิ่มเติม จึงต้องติดตามว่านโยบายของประเทศยักษ์ใหญ่จะมีผลต่อทุนเคลื่อนย้ายในปีหน้ามากน้อยเพียงใด
ด้าน น.ส.อุสรา วิไลพิชญ์ นักเศรษฐศาสตร์อาวุโส ธนาคารสแตนดาร์ดชาร์เตอร์ด (ไทย) กล่าวว่า แม้ว่าสหรัฐจะเลิกมาตรการคิวอีก็ตาม มองว่าค่าเงินบาทในปีหน้ามีโอกาสทยอยกลับมาแข็งค่าขึ้นอยู่ที่ระดับ 31 บาท/เหรียญสหรัฐได้ จากสิ้นปีนี้น่าจะอ่อนค่าลงไปอยู่ที่ระดับ 32.75% เนื่องจากอาจมีเงินไหลเข้าจากภูมิภาคอื่นมาทดแทน







