
สหรัฐต้องปฏิรูปช่วยฟื้นธุรกิจ
แนะปรับระเบียบใช้นวัตกรรมใหม่หวังนำเอสเอ็มอีท้องถิ่นสู่ตลาดโลก
แนะปรับระเบียบใช้นวัตกรรมใหม่หวังนำเอสเอ็มอีท้องถิ่นสู่ตลาดโลก
แนะรัฐบาลสหรัฐเร่งปฏิรูปกฎระเบียบเอสเอ็มอี เพื่อเป็นกลไกขับเคลื่อนเศรษฐกิจของชาติ
เว็บไซต์ข่าวธุรกิจ การ์เดียน มีเดีย รายงานโดยอ้างข้อเรียกร้องของ ชาร์ลส์ ริวคิน ผู้ช่วยรัฐมนตรีว่าการกระทรวงเศรษฐกิจและธุรกิจต่างประเทศ สังกัดกระทรวงต่างประเทศสหรัฐ ว่า สหรัฐควรปฏิรูปนโยบายด้านวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดเล็ก (เอสเอ็มอี) เพื่อให้ภาคธุรกิจเอสเอ็มอีช่วยในการขับเคลื่อนการเติบโตทางเศรษฐกิจของประเทศ
ริวคินกล่าวเพิ่มเติมในประเด็นดังกล่าวระหว่างงานเลี้ยงอาหารกลางวัน “อเมริกัน คอมเพททิทีฟเนสส์ ฟอรั่ม(เอซีเอฟ) ครั้งที่ 8” เมื่อวันที่ 10 ต.ค.ที่ผ่านมา ว่า สหรัฐจำเป็นที่จะต้องปฏิรูปกฎระเบียบเอสเอ็มอี เพื่อให้ผู้ประกอบการสามารถดำเนินธุรกิจได้สะดวกมากยิ่งขึ้น และในปัจจุบันทางการแดนมะกันต้องการให้นักธุรกิจเอสเอ็มอีมีความเข้าใจในเทคโนโลยีและนวัตกรรมใหม่ๆ มากขึ้น เพื่อที่จะใช้สิ่งเหล่านั้นเข้าถึงลูกค้าและตลาดใหม่ๆ ได้กว้างขึ้น
“พวกเขาจำเป็นต้องให้บริการและเข้าถึงผลิตภัณฑ์ บริการ และข้อมูลดิจิทัล อีกทั้งจำเป็นต้องถ่ายโอนข้อมูลเพื่อดำเนินธุรกิจทั่วโลก และพวกเขาจำเป็นที่จะต้องใช้ประโยชน์จากโครงสร้างพื้นฐานด้านไอซีที” ผู้ช่วยรัฐมนตรีกระทรวงเศรษฐกิจและธุรกิจต่างประเทศสหรัฐให้ความเห็น
ริวคินยังยืนยันอย่างหนักแน่นด้วยว่า สุขภาพทางเศรษฐกิจของภาคธุรกิจเอสเอ็มอีเกี่ยวข้องโดยตรงกับสุขภาพทางเศรษฐกิจของทั่วทุกภูมิภาคในประเทศ การปฏิรูปนโยบายที่เกี่ยวข้องของสหรัฐ จะช่วยให้เอสเอ็มอีสามารถแข่งขันและขยายตัวได้ดีขึ้น และการเติบโตดังกล่าวจะเป็นกลไกขับเคลื่อนเศรษฐกิจโดยรวมของประเทศ และยังช่วยสร้างอุตสาหกรรมขนาดใหญ่ที่มีทั้งความรับผิดชอบและสร้างผลกำไรในระดับโลกด้วย
อย่างไรก็ตาม การผลักดันให้ภาคเอสเอ็มอีนำพาเศรษฐกิจภายในประเทศไปสู่การค้าระหว่างประเทศนั้น ริวคินระบุว่า สหรัฐจำเป็นต้องมีนโยบายการค้าและศุลกากรที่เอื้อต่อการทำธุรกรรมของเอสเอ็มอี ซึ่งจะเป็นการเพิ่มปริมาณการส่งออกให้สูงขึ้น และสร้างโอกาสสำหรับความร่วมมือและศักยภาพในการเติบโตทางการส่งออกของประเทศ รวมทั้งเพิ่มการจ้างงานสุทธิให้มากขึ้นด้วย
ทั้งนี้ 98% ของบริษัทในสหรัฐเป็นธุรกิจขนาดเล็ก ซึ่งสามารถสร้างงานในสัดส่วนที่สูงถึง 70% ของตำแหน่งงานทั้งหมดในประเทศ ทว่ามีเพียง 1% เท่านั้น ที่มีศักยภาพเพียงพอในการทำธุรกิจเพื่อการส่งออก ดังนั้นทางการสหรัฐจึงจำเป็นต้องเร่งกำจัดอุปสรรคต่างๆ ให้หมดไป โดยเฉพาะการส่งเสริมและสนับสนุนการลงทุนในธุรกิจสำหรับสตรี อันจะเป็นปัจจัยสำคัญที่ช่วยเร่งการเติบโตทางเศรษฐกิจได้







