
อีเลิร์นนิ่งไทยหลักสูตรต้องเหมาะ/เด็กพร้อม
ประเทศไทยกับเรื่องเทคโนโลยีถือว่าไม่เคยแพ้ใครในโลก แต่กลับน่าแปลกที่วงการศึกษาไทยกลับ
โดย...ณัฏฐ์ธยาน์ สุทธิเจริญ
ประเทศไทยกับเรื่องเทคโนโลยีถือว่าไม่เคยแพ้ใครในโลก แต่กลับน่าแปลกที่วงการศึกษาไทยกลับ ไม่ได้สนับสนุนเรื่องไอทีมากเท่าที่ควร อุปกรณ์ไอทีอย่างสมาร์ทโฟน โน้ตบุ๊ก เครื่องคอมพิวเตอร์ หรือแท็บเล็ต เชื่อได้ว่าเด็กนักเรียนในกรุงเทพฯ มีใช้ส่วนตัวเกือบทุกคน แต่สิ่งที่ขาดกลับเป็นเนื้อหาการเรียนที่จำกัด มีแค่ในตำราและไม่รองรับเทคโนโลยีใหม่ๆ เอาซะเลย
ศรานีย์ สุนทรรักษ์ กรรมการผู้จัดการ บริษัท แองกริซ เลิร์นนิ่ง โซลูชั่นส์ กล่าวว่า เด็กไทยเรียนภาษาอังกฤษเยอะ แต่ใช้งานไม่ได้จริง เพราะหลักสูตรการเรียนของไทยจะเป็น รูปแบบของการเรียนโครงสร้างเยอะเกินไป แต่ไม่ได้ใช้งานจึงต้องหาวิธีให้เด็กไทยมีโอกาสได้เรียนรู้และนำความรู้นั้นไปใช้งานจริง
“เราพัฒนาอีเลิร์นนิ่งให้มีรูปแบบ แตกต่างจากโรงเรียนกวดวิชารายอื่นๆ ที่ต้องสมัครเรียนแบบคอร์สก่อนค่อยแถมอีเลิร์นนิ่งให้ไปอ่านทบทวน มาเป็นรหัสเข้าใช้งานในเว็บไซต์ และมีหนังสือเรียนที่มีเนื้อหาสอดคล้องกัน เรามองว่ายังไงคนเราก็ต้องการสิ่งที่จับต้องได้ ซึ่งสิ่งนั้นก็คือตำราเรียนที่ออกแบบหลักสูตรมาเฉพาะ สิ่งที่สำคัญกว่าตำราก็คือ ตัวผู้เรียนต้องตั้งใจเรียนเองอย่างต่อเนื่องและทำแบบทดสอบออนไลน์ 400 ข้อ ให้จบในเวลา 45 วัน” ศรานีย์ กล่าว
สิ่งที่แองกริซฯ กำลังปลูกฝังคือ ความต่อเนื่องในการเรียน หากผู้เรียนเข้าไปฟังและอ่านทบทวนเองอย่าง สม่ำเสมอ ย่อมได้ผลดีกว่าตั้งใจเรียนในห้องและไม่กลับมา ทบทวนซ้ำ เพราะการใช้ชีวิตในประจำวันก็มีภาษาอังกฤษมากมายอยู่แล้ว
ดังนั้น การเรียนแบบอีเลิร์นนิ่งจะประสบความสำเร็จได้ หากนักเรียนมีความกระตือรืนร้น เพราะสมัยนี้เทคโนโลยีเข้าถึงได้ง่าย เพียงแต่ต้องคำนึงว่า ใช้ไปในทางที่เหมาะสมหรือเปล่า ซึ่งไม่ใช่เพียงแค่เด็กวัยมัธยมเท่านั้น เด็ก นักเรียนอนุบาลถึงประถมต้นก็เป็นอีกหนึ่งขั้นที่มีความสำคัญ เพราะเป็นการ ปูพื้นฐาน เช่น แอพพลิเคชั่นถามครูที่ชนะเลิศหลักสูตรการพัฒนาเด็กปฐมวัยที่สามารถชนะเลิศการประกวด Echelon 2014 ที่ประเทศสิงคโปร์ เพียงรายเดียว ที่เป็นทีมพัฒนาจากไทย
"ต้องยอมรับว่าประเทศไทยโชคดีที่ไม่เคยเป็นเมืองขึ้นของใคร แต่ข้อเสียคือเราไม่พยายามที่จะเรียนรู้สิ่งเหล่านี้ด้วย ประเทศเพื่อนบ้านอาจจะไม่ได้มีเทคโนโลยีมากมายแต่เค้ามีความสามารถทางด้านภาษา ทำให้มีโอกาสในการพัฒนาสิ่งใหม่ๆ เป็นไปได้ง่ายขึ้น ซึ่งเราเป็นสถาบันการศึกษาขนาดเล็กสิ่งที่เราทำได้ก็คือเข้าถึงเด็กนักเรียนให้มากที่สุด การจัดทอล์คโชว์เป็นอีกวิธีที่จะช่วยกระตุ้นให้เด็กไทยกล้าพูด กล้าใช้ภาษาอังกฤษให้มากขึ้นในสถานการณ์จริง"
วิชานน์ มานะวาณิชเจริญ ประธานกรรมการบริหารและผู้ร่วมก่อตั้งแอพพลิเคชั่นถามครู (Taamkru) กล่าวว่า การศึกษาไทยระดับเริ่มต้นถือว่าเป็นช่วงที่สำคัญที่สุด พ่อแม่ไม่ว่าจะเชื้อชาติใดก็จะให้ความสำคัญกับ จุดนี้มาก จึงทุ่มทั้งเงินและเวลาในการหาทักษะและหลักสูตรเข้ามาเสริมความรู้ให้แก่เด็กๆ ถือว่า ยอมลงทุนซื้อหนังสือเรียน สมุดภาพ และคอร์สเรียนให้แก่เด็กๆ แต่ถ้าเด็กไม่รู้สึกสนุกก็จะทำให้เด็กเกลียดการเรียนรู้ไปเลย
“ผมเคยสอบถามความ คิดเห็นผู้ปกครองชาวสิงคโปร์ ที่ต้องการให้ผมพัฒนาแอพบนระบบแอนดรอยด์ว่า เขาให้ลูกสาวทดลองใช้งานจากในเว็บไซต์แล้วลูกของเขามีพัฒนาการที่ดีมาก จึงอยากดาวน์โหลดมาใช้บนแท็บเล็ต แต่เขาไม่มีไอแพดจึงอยากให้พัฒนาเพิ่ม ซึ่งผู้ปกครองชาวสิงคโปร์ท่านนี้เคยลงทุนซื้อตำราและหลักสูตรมาจำนวนมากให้ลูก แต่เด็กกลับไม่อยากที่จะมานั่ง เปิดอ่านทีละเล่มซึ่งเนื้อหาแตกต่างกัน การเปิดเข้าแอพและทดสอบไปเรื่อยๆ ทำให้เด็กสนุกและอยาก ที่จะเรียนรู้อย่างต่อเนื่อง” วิชานน์ กล่าว
แอพพลิเคชั่นนี้จะมีการรวมข้อสอบกว่า 1 แสนข้อ มาไว้ในที่เดียวกัน ผู้ปกครองเพียงกรอกข้อมูลของเด็กและเลือกหมวด เลือกแบบฝึกหัดที่ต้องการให้เด็ก ลงมือทำ ระบบจะเก็บข้อมูลทักษะของเด็กคนนั้นและคัดกรองสิ่งที่เด็กต้องการฝึกฝน ซึ่งเด็กจะรู้สึกสนุกและอยากพัฒนาอย่างต่อเนื่องโดยไม่รู้สึกเบื่อ
ดังนั้น นโยบายของภาครัฐที่จะเข้ามาพัฒนาระบบการศึกษาให้เป็นไปในรูปแบบของสมาร์ทคลาสรูม คือ นำไอทีมาใช้ให้เต็มรูปแบบไม่ใช่แค่แจกแท็บเล็ตเพียงอย่างเดียว แต่ต้องเร่งพัฒนาหลักสูตรให้เหมาะกับเด็กด้วย ประกอบกับการเข้าถึงเทคโนโลยีของเด็ก ไม่ใช่เรื่องยากอีกต่อไป ทั้งสัญญาณอินเทอร์เน็ตและอุปกรณ์สื่อสาร ต่างก็ช่วยส่งเสริมความรู้ทางการศึกษาให้เด็กไทยได้ง่ายขึ้น







