
ฟาสต์ฟิตชิงเค้กหมื่นล้านยักษ์ชนยักษ์ ตลาดร้อนระอุ
การแข่งขันในตลาดบริการหลังการขายรถยนต์นอกศูนย์บริการ หรือฟาสต์ฟิต ร้อนระอุขึ้นมาทันทีที่บริษัทผู้ผลิตรถยนต์รายใหญ่อย่าง “โตโยต้า” โดดเข้าร่วมวง เมื่อโตโยต้า มอเตอร์ คอร์ปอเรชั่น ประเทศญี่ปุ่น ได้ทำข้อตกลงร่วมกับ บริษัท โตโยต้า ทีบีเอ็น ผู้แทนจำหน่ายรถยนต์โตโยต้า จัดตั้งบริษัท ทีแทค คอร์ปอเรชั่น เพื่อเปิดให้บริการ “เจมส์ช็อป เอ็กซ์เพรส เซอร์วิส” พร้อมแผนการขยายสาขา 100 สาขาภายใน 2-3 ปี เพื่อรักษาฐานผู้ใช้บริการหลังสิ้นสุดระยะการรับประกัน
การแข่งขันในตลาดบริการหลังการขายรถยนต์นอกศูนย์บริการ หรือฟาสต์ฟิต ร้อนระอุขึ้นมาทันทีที่บริษัทผู้ผลิตรถยนต์รายใหญ่อย่าง “โตโยต้า” โดดเข้าร่วมวง เมื่อโตโยต้า มอเตอร์ คอร์ปอเรชั่น ประเทศญี่ปุ่น ได้ทำข้อตกลงร่วมกับ บริษัท โตโยต้า ทีบีเอ็น ผู้แทนจำหน่ายรถยนต์โตโยต้า จัดตั้งบริษัท ทีแทค คอร์ปอเรชั่น เพื่อเปิดให้บริการ “เจมส์ช็อป เอ็กซ์เพรส เซอร์วิส” พร้อมแผนการขยายสาขา 100 สาขาภายใน 2-3 ปี เพื่อรักษาฐานผู้ใช้บริการหลังสิ้นสุดระยะการรับประกัน
ประมาณการว่าธุรกิจฟาสต์ฟิตมีมูลค่าตลาดรวม ไม่ต่ำกว่า 1 หมื่นล้านบาท แต่มีการแข่งขันที่ค่อนข้างรุนแรงจากผู้เล่นในตลาดที่มีอยู่ด้วยกันหลายราย แต่ก็ยังมีแนวโน้มที่เติบโตขึ้นต่อเนื่อง จากปริมาณรถยนต์ที่เพิ่มขึ้นทุกๆ ปี จากรายงานจำนวนรถที่จดทะเบียนสะสมในประเทศไทย ณ วันที่ 30 มิ.ย. 2557 จากกรมการขนส่งทางบก พบว่ามีปริมาณรถยนต์ทุกประเภทรวมแล้วกว่า 35 ล้านคัน เป็นเหตุผลให้ธุรกิจฟาสต์ฟิตเป็นเค้กชิ้นใหญ่ที่ผู้เล่นรายเก่าและหน้าใหม่ต่างต้องการแย่งชิง
นอกจากยักษ์ใหญ่อย่างโตโยต้าจะร่วมชิงแชร์ในธุรกิจฟาสต์ฟิตแล้ว ยังมีผู้ประกอบการรายอื่นๆ ในตลาด อย่างเช่น บริษัทผู้ผลิตยางรถยนต์ที่เข้ามาแตกไลน์ธุรกิจเพื่อเพิ่มช่องทางการจำหน่ายในตลาดทดแทน ได้แก่ บริษัท บริดจสโตนเซลส์ (ประเทศไทย) ที่ตั้งศูนย์บริการยางรถยนต์ภายใต้การบริหารงานของบริดจสโตน 3 แบรนด์ด้วยกัน คือ 1.ค็อกพิท (Cockpit) 2.ออโต้บอย (AUTOBOY) 3.เอ.ซี.ที (A.C.T) ขณะที่ บริษัท กู๊ดเยียร์ (ประเทศไทย) หนึ่งในผู้ผลิตยางรถยนต์ชั้นนำได้ส่ง “กู๊ดเยียร์ออโตแคร์” มาร่วมวงแย่งชิงส่วนแบ่งตลาดดังกล่าวเช่นกัน โดยปัจจุบันมีสาขาจำนวน 42 แห่ง และมีแผนขยายเพิ่มเป็น 54 แห่งทั่วประเทศในสิ้นปีนี้
แต่ละบริษัทล้วนมีเป้าหมายการขยายการให้บริการเพิ่ม ซึ่งแน่นอนว่าจะยิ่งเพิ่มดีกรีการแข่งขันที่รุนแรงขึ้นเป็นลำดับ ซึ่งรายใหญ่ในตลาดก็อาจจะได้รับผลกระทบจากเกมนี้ด้วย เช่นกัน
บุศรารัตน์ อัสสรัตนกุล ประธานเจ้าหน้าที่ปฏิบัติการ ศูนย์บริการรถยนต์ บีควิก กล่าวว่า ทิศทางการแข่งขันในธุรกิจฟาสต์ฟิตจะรุนแรงขึ้นจากผู้ประกอบการที่เข้ามาทำตลาดมากขึ้น แต่ก็ถือได้ว่าเป็นตัวเลือกที่มากขึ้นให้กับผู้บริโภค
อย่างไรก็ตาม ธุรกิจดังกล่าวมีความยากขึ้นในการบริหารจัดการจากผลิตภัณฑ์ในตลาด และความต้องการของผู้บริโภคที่หลากหลายขึ้น ส่งผลให้จะต้องมีการเพิ่มปริมาณการสต๊อกสินค้าให้มากขึ้นตามไปด้วย พร้อมความครบครันด้านการบริการและความเป็นวาไรตี้มากขึ้นรวมถึงการพัฒนาบุคลากร ซึ่งจะต้องมีในทุกๆ ส่วนควบคู่กันไป สำหรับซึ่งการเข้ามาทำตลาดของผู้ผลิตรถยนต์ขณะนี้ยังไม่มีผลกระทบต่อตลาดแต่จะต้องจับตาดูอย่างใกล้ชิด ซึ่งส่วนตัวมองว่า การเข้าสู่ตลาดของบริษัทผู้ผลิตรถยนต์นั้นมีความชัดเจนในการให้บริการด้านการซ่อมบำรุงเป็นหลักในฐานลูกค้าของบริษัทนั้นหลังสิ้นอายุรับประกัน ซึ่งภาพลักษณ์ ที่ออกสู่สายตานั้นผู้บริโภคจะยังคงติดภาพความเป็นศูนย์บริการของบริษัทผู้ผลิตรถยนต์อยู่เดิม
ดังนั้น จึงแตกต่างกับการดำเนินงานของบริษัทที่มีสัดส่วนรายได้กว่า 50% มาจากการจำหน่ายยางรถยนต์ ขณะที่ส่วนที่เหลือเป็นการบริการหลังการขายด้านอื่น อาทิ เปลี่ยนถ่ายน้ำมันเครื่อง แบตเตอรี่ โช้กอัพ ซึ่งเป็นการค้าปลีกเป็นหลัก
บริษัทเชื่อว่าหากยังสามารถรักษาจุดแข็งและฐานลูกค้าเดิมที่มีด้วยอัตราเติบโตเฉลี่ย 10% ทุกปี จากฐานลูกค้าผู้ใช้บริการ 9 เดือนของปี 2557 (ม.ค.-ก.ย.) ที่อยู่ที่ 7.5 แสนคัน จะสามารถรักษาส่วนแบ่งทางการตลาดไว้ได้ในระดับปัจจุบัน โดยในปี 2556 บริษัทมีรายได้รวมอยู่ที่ 4,500 ล้านบาท และตั้งเป้าเติบโตในปี 2557 ไว้ที่ 10% หรือคาดว่าจะอยู่ในระดับ 5,000 ล้านบาท โดยปัจจุบันบีควิก มีสาขาจำนวน 109 แห่ง และจะเพิ่มขึ้นเป็น 120 แห่งในสิ้นปีนี้
ขณะที่ สุเมธ ใจโต กรรมการผู้จัดการ บริษัท มาสเตอร์ มอเตอร์ เซอร์วิสเซส (ประเทศไทย) ผู้ให้บริการศูนย์ซ่อมรถยนต์ครบวงจร “เอ็มเอ็มเอส บ๊อช คาร์ เซอร์วิส” ในเครือเอ็มจีซี กรุ๊ป กล่าวว่า การเข้าสู่ธุรกิจฟาสต์ฟิตของรายใหญ่ ก็น่าจับตาอยู่ไม่น้อย แต่ต้องถามต่อไปว่าบริษัทแม่จัดวางนโยบายเพื่อให้สามารถก้าวเดินไปพร้อมกับดีลเลอร์ ที่ลงทุนในส่วนบริการหลังการขายค่อนข้างมากได้อย่างลงตัวใน รูปแบบใด
“ในส่วนของเอ็มเอ็มเอสเองมีแนวทางที่ชัดเจนคือเน้น การให้บริการครบวงจร สามารถรองรับกับรถทุกยี่ห้อแบบ มัลติแบรนด์ ขณะเดียวกันก็มีนโยบายขยายสาขาให้ครอบคลุมยิ่งขึ้น จากปัจจุบันมีจำนวน 11 แห่ง และจะเพิ่มขึ้นเป็น 15 แห่งภายในสิ้นปีนี้ พร้อมแผนการขยายเพิ่มขึ้นเป็น 21 แห่งภายในปี 2558 และเน้นการพัฒนาบุคลากรที่ผ่านการอบรมเป็นอย่างดี ขณะที่ความต้องการของผู้บริโภคยังคงขยายตัวตามปริมาณการจำหน่ายรถยนต์ที่มีประมาณ 9 แสน1 ล้านคันในปัจจุบัน ดังนั้นบริษัทจึงมั่นใจว่าเอ็มเอ็มเอสจะสามารถเติบโตไปพร้อมกับธุรกิจนี้ที่มีโอกาสขยายตัวในอนาคตได้อีกมาก” สุเมธ กล่าว
เมื่อผู้เล่นรายใหญ่ยังเชื่อมั่นว่าจะยังรักษาส่วนแบ่งและการเติบโตของตัวเองได้อยู่ ก็ย่อมชัดเจนว่าคงไม่ยอมให้ใครมาชิงเค้กที่อยู่ในมือไปได้ง่ายๆ ดังนั้นการแข่งขันในตลาดฟาสต์ฟิตนับจากนี้จะดุเดือดเข้มข้นอย่างแน่นอน







