posttoday
จับชีพจรยานยนต์ไทยหวังกำลังซื้อภายในฟื้นยอดขาย

จับชีพจรยานยนต์ไทยหวังกำลังซื้อภายในฟื้นยอดขาย

09 ตุลาคม 2557

แม้การสิ้นสุดมาตรการรถยนต์คันแรกจะส่งผลให้ยอดผลิตและขายรถยนต์ในช่วง 8 เดือนแรกของปี 2557

โดย...อนัญญา มูลเพ็ญ

แม้การสิ้นสุดมาตรการรถยนต์คันแรกจะส่งผลให้ยอดผลิตและขายรถยนต์ในช่วง 8 เดือนแรกของปี 2557 หดตัวเกือบ 30% โดยเฉพาะยอดผลิตรถยนต์ในประเทศช่วง 8 เดือน (ม.ค.-ส.ค.) ที่ติดลบ 28.31% ส่งผลให้ยอดผลิตรวมลดลงเหลือ 1.24 ล้านคัน

แต่ประเด็นที่น่าสนใจ ก็คือ ตัวเลขการส่งออกรถยนต์ในเดือน ส.ค. ที่ออกอาการไม่สู้ดีนัก โดยยอดส่งออกรถยนต์อยู่ที่ 8.95 หมื่นคัน ลดลง 14.07% มูลค่า 4.28 หมื่นล้านบาท ลดลง 11.58% และถือเป็นการส่งออกรถยนต์ที่หดตัวลงครั้งแรกในปีนี้

“ตัวเลขส่งออกรถยนต์รวม 8 เดือนของปีนี้ยังขยายตัวได้อยู่ โดยมีการส่งออกรถยนต์ 7.41 แสนคัน เพิ่มขึ้น 1.69% มูลค่าส่งออกอยู่ที่ 3.51 แสนล้านบาท หรือเพิ่มขึ้น 6% เทียบกับเป้าหมายที่ภาคเอกชนตั้งไว้ว่าปีนี้การส่งออกรถยนต์ต้องขยายตัวเพิ่มขึ้นจากปีก่อนไม่ต่ำกว่า 10% หรือคิดเป็นจำนวนรถยนต์ที่ส่งออกราว 1.2 ล้านคัน ส่วนการส่งออกเดือน ส.ค.ที่ติดลบ เนื่องจากมีวันหยุดยาวต่อเนื่อง” รายงานข่าวจากสภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย (ส.อ.ท.) ระบุ

ในขณะที่ศูนย์วิจัยกสิกรไทยวิเคราะห์ว่า การส่งออกรถยนต์ทั้งปี 2557 คาดว่าจะอยู่ที่ 1.11-1.13 ล้านคัน หรือเติบโตเพียง 13% เท่านั้น เนื่องจากตลาดหลัก ซึ่งไทยส่งออกรถยนต์ออกไปมีการหดตัวลงแรงจากภาวะเศรษฐกิจที่ย่ำแย่ โดยตลาดออสเตรเลียหดตัว 20.7% ญี่ปุ่นหดตัว 41.1% และอินโดนีเซียหดตัว 28.1% เช่นเดียวกับตลาดแอฟริกาและทวีปอเมริกาใต้ก็มีการหดตัว 12.9% และ 1.4% ตามลำดับ

มีเพียงตลาดตะวันออกกลาง กลุ่มอเมริกาเหนือ เช่น สหรัฐและแคนาดา และอาเซียนอื่นที่นอกเหนือจากอินโดนีเซีย เช่น ฟิลิปปินส์ มาเลเซีย และกลุ่มซีแอลเอ็มวีที่เศรษฐกิจขยายตัวสูงต่อเนื่อง

จากสถานการณ์ที่เป็นอยู่ในขณะนี้ สะท้อนได้ว่าการส่งออกรถยนต์ของไทยกำลังเผชิญกับแรงกดดันจากปัจจัยเศรษฐกิจคู่ค้าที่ซบเซาหรือไม่

วิชัย จิราธิยุต ผู้อำนวยการสถาบันยานยนต์ ระบุว่า ตัวเลขส่งออกรถยนต์เดือน ส.ค.ที่ลดลง น่าจะเป็นสถานการณ์ชั่วคราว และตัวเลขส่งออกรถยนต์จะกลับมาดีขึ้นในช่วงไตรมาสสุดท้ายของปี ซึ่งเป็นฤดูกาลของการส่งออก ในขณะที่ยอดขายในประเทศนั้นคาดว่าจะฟื้นตัวชัดเจนในเดือน พ.ย. ซึ่งจะเป็นช่วงที่มีงานมอเตอร์โชว์ที่ค่ายผู้ผลิตรถต่างๆ จะจัดแคมเปญกระตุ้นยอดขาย รวมถึงเปิดตัวรถใหม่ โดยเฉพาะในปีหน้ายอดขายในประเทศที่เพิ่มขึ้นจากแรงส่งตามมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจของรัฐบาล

“ผมยังมองว่าไทยจะยังคงเป็นฐานการผลิตและส่งออกรถยนต์ที่สำคัญของอาเซียน แม้บางประเทศโดยเฉพาะอินโดนีเซียจะผลิตรถยนต์เพิ่มขึ้นต่อเนื่อง เพราะอินโดนีเซียเน้นการผลิตเพื่อขายในประเทศ ซึ่งมีประชากรถึง 250 ล้านคน ขณะที่สิ่งที่ทำให้ค่ายรถยนต์ตัดสินใจไปลงทุนที่ไหนจะอิงอยู่กับนโยบายของแต่ละประเทศ เช่น อินโดนีเซียจะเป็นรถยนต์เครื่องยนต์ประมาณ 1,000 ซี.ซี. แต่ไทยสนับสนุนอีโคคาร์เครื่องยนต์ 1,300 ซี.ซี. และ 1,500 ซี.ซี. ดังนั้นค่ายรถยนต์ที่ลงทุนใน 2 ประเทศจะมีโมเดลรถยนต์ที่แตกต่างกันเพื่อกระจายความเสี่ยงของตลาด” วิชัย กล่าว

สอดคล้องกับ สุรพงษ์ ไพสิฐพัฒนพงษ์ รองประธานและโฆษกกลุ่มอุตสาหกรรมยานยนต์ ส.อ.ท. ที่มั่นใจว่ายอดผลิตในปีหน้าจะอยู่ที่ 2.2 ล้านคัน และการที่คณะกรรมการส่งเสริมการลงทุน (บีโอไอ) ได้ทยอยอนุมัติให้การส่งเสริมการผลิตรถยนต์ตามโครงการผลิตรถยนต์ประหยัดพลังงานมาตรฐานสากล รุ่นที่ 2 หรืออีโคคาร์ 2 ที่มีกำลังการผลิตสูงถึง 1.5 ล้านตัน ในปี 2560-2561 จะเพิ่มความเชื่อมั่นให้แก่ค่ายรถต่างๆ ในการขยายกำลังการผลิตด้วย

อย่างไรก็ตาม เมื่อมองในระยะยาว การผลิตรถยนต์ในไทยมีความเสี่ยงที่จะทำให้การผลิตลดลงได้ โดยเฉพาะอย่างยิ่งหลังเหตุการณ์น้ำท่วมใหญ่หลังปี 2554 ค่ายรถต่างๆ เริ่มกระจายฐานการผลิตไปสู่ประเทศเพื่อนบ้านของไทยเพื่อกระจายความเสี่ยง และค่ายรถยนต์ได้หันไปลงทุนตั้งฐานการผลิตที่อินโดนีเซีย เพราะมีตลาดในประเทศขนาดใหญ่ มีแรงงานราคาถูก และรัฐบาลอินโดนีเซียก็มีนโยบายส่งเสริมการลงทุนดึงดูดอุตสาหกรรมยานยนต์เพื่อแข่งขันกับประเทศไทย

“แม้การผลิตรถยนต์ของอินโดนีเซียยังมีการนำเข้าชิ้นส่วนจากไทยมาก เนื่องจากอุตสาหกรรมสนับสนุนไม่แข็งแกร่งเท่าไทย แต่ก็ไว้ใจไม่ได้ เพราะอินโดนีเซียกำลังมีแผนส่งเสริมอุตสาหกรรมชิ้นส่วนฯ และคาดว่าใน 7 ปี อินโดนีเซียจะผลิตรถยนต์ได้ 2 ล้านคัน แต่เชื่อว่าไทยยังคงเป็นฐานการผลิตรถที่สำคัญของภูมิภาค โดยเฉพาะเอสเอ็มอีด้านยานยนต์ญี่ปุ่นเข้ามาลงทุนในไทยเพิ่มขึ้น” สุรพงษ์ ทิ้งท้าย

ข่าวล่าสุด

จากพลังงานสู่พลังชุมชน ปตท. ปั้น 44 “ช่างชุมชน” รุ่นที่ 12 ต่อยอดพลังงานสะอาดให้ตอบโจทย์พื้นที่

จากพลังงานสู่พลังชุมชน ปตท. ปั้น 44 “ช่างชุมชน” รุ่นที่ 12 ต่อยอดพลังงานสะอาดให้ตอบโจทย์พื้นที่