
มองหุ้นปลายปียังสดใส แนะทยอยลงทุน
สวัสดีครับ ในสัปดาห์ที่ผ่านมาตลาดหุ้นบ้านเราปรับตัวค่อนข้างผันผวนนะครับ ซึ่งหลักๆ มาจากการพักฐานระยะสั้นของตลาดสินทรัพย์เสี่ยงทั่วโลก เนื่องจากมีปัจจัยลบเข้ามากดดันตลาด ทั้งผลการประชุมธนาคารกลางยุโรป (ECB) ที่ยังไม่ได้ให้รายละเอียดวงเงินการกระตุ้นเศรษฐกิจที่ชัดเจน และสถานการณ์การประท้วงในฮ่องกงก็ยังไม่คลี่คลาย รวมทั้งยังไม่มีปัจจัยบวกเข้ามาเพิ่มเติม ทำให้นักลงทุนเทขายสินทรัพย์เสี่ยงออกมาเพื่อลดความเสี่ยง จึงทำให้หุ้นปรับฐานลงมาเล็กน้อย
สวัสดีครับ ในสัปดาห์ที่ผ่านมาตลาดหุ้นบ้านเราปรับตัวค่อนข้างผันผวนนะครับ ซึ่งหลักๆ มาจากการพักฐานระยะสั้นของตลาดสินทรัพย์เสี่ยงทั่วโลก เนื่องจากมีปัจจัยลบเข้ามากดดันตลาด ทั้งผลการประชุมธนาคารกลางยุโรป (ECB) ที่ยังไม่ได้ให้รายละเอียดวงเงินการกระตุ้นเศรษฐกิจที่ชัดเจน และสถานการณ์การประท้วงในฮ่องกงก็ยังไม่คลี่คลาย รวมทั้งยังไม่มีปัจจัยบวกเข้ามาเพิ่มเติม ทำให้นักลงทุนเทขายสินทรัพย์เสี่ยงออกมาเพื่อลดความเสี่ยง จึงทำให้หุ้นปรับฐานลงมาเล็กน้อย
มุมมองส่วนตัวของผม ผมมองว่าแม้ว่าตลาดหุ้นจะปรับตัวลดลงในช่วงสัปดาห์ที่ผ่านมาจากแรงกดดันหลายๆ ปัจจัย แต่ผมมองว่าจะเป็นแค่ปัจจัยกดดันระยะสั้น และยังคงมีมุมมองเชิงบวกต่อการลงทุนในสินทรัพย์เสี่ยงในระยะกลางถึงยาว เนื่องจากยังมีปัจจัยสนับสนุนอีกหลายปัจจัย
สำหรับตลาดหุ้นไทยในระยะถัดไปกับการเติบโตในปลายปีนี้ถึงปีหน้า โดยเฉพาะเมื่อเทียบกับภูมิภาค ผมมองว่าตลาดหุ้นไทยยังมีโอกาสเติบโตได้ต่อ แม้ระหว่างทางในช่วงนี้อาจมีแรงขายเพื่อทำกำไรเข้ามาบ้าง และทำให้ดัชนีปรับฐานลดลง (Correct) เนื่องจากมูลค่าหุ้น (Valuation) หุ้นไทยเริ่มปรับตัวค่อนข้างสูงเมื่อเทียบกับช่วงที่ผ่านมา โดยเฉพาะปัจจัยบวกจากปัจจัยหลักๆ ที่เริ่มจะเห็นความชัดเจน เช่น เม็ดเงินลงทุนของภาครัฐผ่านการเดินหน้าสนับสนุนการลงทุนในหลากโปรเจกต์ของภาครัฐบาล ทั้งในส่วนของการลงทุนในสุวรรณภูมิเฟส 2/การทำ Multi Terminal เพื่อรองรับการจราจรที่ค่อนข้างหนาแน่น/การสร้างสนามบินเพิ่มเติมอีกจำนวน 6 แห่ง เพื่อรองรับประชาคมอาเซียนในอนาคต/การเดินหน้าประมูลเส้นทางรถไฟฟ้าจำนวน 7 สาย/การลงทุนในระบบรถไฟทางคู่ และการลงทุนในโครงการทวายและท่าเรือน้ำลึกปากบารา เป็นต้น รวมถึงแนวโน้มการยกเลิกกฎอัยการศึกในบางพื้นที่ ซึ่งน่าจะกระตุ้นการท่องเที่ยวได้เพิ่มขึ้น โดยเฉพาะการเข้าสู่ฤดูเทศกาล High Season ในช่วงปลายปี
รวมถึงแผนการกระตุ้นเศรษฐกิจโดยการผลักดันการบริโภคในประเทศด้วยวงเงิน 3.6 แสนล้านบาท ภายใต้วัตถุประสงค์เพื่อมุ่งเน้นการจ้างงานและการเพิ่มรายได้ให้แก่ประชาชนผ่านการเร่งรัดการใช้จ่ายงบประมาณภาครัฐทั้งงบประมาณประจำปี 2014 ส่วนคงค้างและงบประมาณประจำปี 2015 เพื่อเป็นรายจ่ายด้านการลงทุน และการเพิ่มรายได้ให้แก่ผู้มีรายได้น้อยโดยการช่วยเหลือต้นทุนการผลิตชาวนา ซึ่งน่าจะสนับสนุนให้เศรษฐกิจไทยเริ่มฟื้นตัวอย่างแข็งแกร่งมากขึ้นในไตรมาส 4/2557 และผลักดันให้ GDP ไทยในปีนี้ขยายตัวได้ 2%
นอกจากนี้ แรงซื้อของนักลงทุนในกองทุนรวมเพื่อการเลี้ยงชีพ (RMF) และกองทุนรวมหุ้นระยะยาว (LTF) ที่น่าจะช่วยรองรับตลาดได้บ้าง เนื่องจากเริ่มเข้าสู่ช่วงเทศกาลลดหย่อนภาษีในปีนี้ ซึ่งคาดว่าปีนี้น่าจะมีเม็ดเงินเข้ามาลงทุนในตลาดหุ้นได้ไม่ต่ำกว่า 3 หมื่นล้านบาท
ขณะที่กระแสเงินทุนต่างชาติที่ยังมีแนวโน้มไหลเข้าสู่ตลาดหุ้นไทย หลังจากที่ธนาคารกลางในหลายประเทศหลักๆ โดยเฉพาะญี่ปุ่นและยุโรป ซึ่งตลาดคาดการณ์ว่าธนาคารกลางญี่ปุ่นน่าจะมีการผ่อนคลายนโยบายการเงินเพิ่มเติมในช่วงปลายปีนี้ โดยน่าจะมีการผ่อนคลายเพิ่มเติมในปลายเดือน ต.ค. 2557 เป็นอย่างเร็วเพื่อกระตุ้นเศรษฐกิจ ขณะที่ธนาคารกลางยุโรป แม้ยังไม่ระบุรายละเอียดวงเงินที่ชัดเจน แต่การส่งสัญญาณของประธานธนาคารกลางยุโรปที่จะดำเนินมาตรการการกระตุ้นเศรษฐกิจต่อเนื่องอีกอย่างน้อย 2 ปี เพื่อให้ Balance Sheet กลับไปสูงเท่ากับการใช้นโยบายการเงินในรอบก่อนช่วงไตรมาส 2/2553 ก็คาดว่าเม็ดเงินที่ ECB จะอัดฉีดเข้ามากระตุ้นเศรษฐกิจเพิ่มเติมน่าจะสูงถึงประมาณ 1 ล้านล้านยูโร ซึ่งสูงกว่าที่ตลาดคาดการณ์ก่อนหน้าที่ 5 แสนล้านยูโร ซึ่งยังทำให้มีสภาพคล่องเข้าสู่ระบบเศรษฐกิจได้อยู่ และน่าจะหนุนให้มีกระแสเงินทุนต่างชาติไหลเข้าสู่สินทรัพย์เสี่ยง รวมถึงตลาดหุ้นไทยได้เพิ่ม แม้ว่าธนาคารกลางสหรัฐจะสิ้นสุดมาตรการการอัดฉีดปริมาณเงินเข้าสู่ระบบเศรษฐกิจผ่าน QE ในเดือน ต.ค. 2557 รวมทั้งเศรษฐกิจของสหรัฐที่ฟื้นตัวแข็งแกร่งต่อเนื่อง ก็ยังสนับสนุนการเพิ่มการลงทุนในสินทรัพย์เสี่ยงมากขึ้นด้วยเช่นกัน
ด้าน Valuation การปรับเพิ่มการคาดการณ์ผลประกอบการของบริษัทจดทะเบียนในไทย หลังจากที่เศรษฐกิจเริ่มฟื้นตัวได้ ทำให้แรงกดดันของมูลค่าหุ้นที่อยู่ในระดับค่อนข้างสูงในปัจจุบันลดทอนลง ซึ่งปัจจุบันระดับมูลค่าหุ้นต่อกำไร (P/E) อยู่ที่ 13.5 เท่า เมื่อเทียบกับอินโดนีเซียและฟิลิปปินส์ที่มีระดับ P/E อยู่ที่ 14 และ 17.7 เท่า ตามลำดับ เพิ่มความน่าสนใจต่อการลงทุนในตลาดหุ้นไทยเพิ่มขึ้นเมื่อเทียบกับภูมิภาค
โดยผมมองว่า SET Index ถัดจากนี้จนถึงสิ้นปี 2557 ดัชนีน่าจะเคลื่อนไหวได้ในกรอบ 1,5801,640 โดยมีค่ากลางอยู่ที่ 1,600 จุด และอาจมีโอกาสปรับตัวขึ้นทดสอบที่ระดับ 1,640 จุด ในช่วงสิ้นปีจากปัจจัยสนับสนุนดังกล่าว โดยยังคงมองว่ากลุ่มอุตสาหกรรมที่น่าสนใจ ได้แก่ กลุ่มที่ได้รับอานิสงส์จากการลงทุนของเม็ดเงินของภาครัฐ เช่น รับเหมาก่อสร้าง โครงสร้างพื้นฐาน และการขนส่ง เป็นหลัก
ขณะที่มองว่าปีหน้า SET Index ยังคงมีโอกาสปรับตัวขึ้นทดสอบในกรอบ 1,6001,700 จุด จากปัจจัยบวกต่อเนื่อง แต่หนึ่งปัจจัยที่นักลงทุนต้องติดตาม ได้แก่ แนวโน้มและท่าทีการปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยนโยบายของธนาคารกลางสหรัฐ ซึ่งหากธนาคารกลางสหรัฐมีการส่งสัญญาณหรือแสดงท่าทีแล้วอาจเป็นปัจจัยที่กดดันให้ดัชนีย่อตัวลงได้ หากนักลงทุนสนใจลงทุนในหุ้นและต้องการลดความเสี่ยงจากแรงกดดันดังกล่าว อาจทยอยซื้อสะสมในหุ้นไทยในช่วงที่ดัชนีย่อตัวลงเพื่อปรับฐาน หรือไม่ก็ทยอยซื้อแบบลักษณะ “ต้นทุนถัวเฉลี่ย” หรือ “Dollar Cost Average” โดยตัดบัญชีผ่านโปรแกรม “Auto Millionaire Program (AMP)” ของ บลจ.วรรณ ซึ่งจะช่วยลดความเสี่ยงเรื่องของการคาดเดาจังหวะตลาด แต่หากนักลงทุนได้กำไรจากการลงทุนในหุ้นไทยบ้างแล้ว ก็อย่าลืมทยอยขายเพื่อทำกำไรบางส่วนและเข้าซื้อตอนดัชนีย่อตัวลงระหว่างทางได้ครับ หากนักลงทุนสนใจลงทุนในตลาดหุ้นไทย บลจ.วรรณ มีกองทุนเรียนเสนอหลายกองทุน เช่น 1AMSET50, 1VALD และ ONESTARS เป็นต้น หากนักลงทุนสนใจสามารถสอบถามและขอรับหนังสือชี้ชวนได้ที่ฝ่ายการตลาดเบอร์ 02-659-8888 ต่อ 1 ครับ







