
ทำความรู้จักกับ ESG (1)
คำพูดติดปากที่ใครๆ ก็ชอบนำมาใช้เพราะเป็นกระแสที่มาแรงในช่วงนี้ ที่พวกเรามักได้ยินกันบ่อยๆ ได้แก่ คำว่า “การพัฒนาที่ยั่งยืน” หรือ Sustainable Development แต่เชื่อว่าบางคนอาจยังไม่เข้าใจว่าคืออะไร และมีแนวทางอย่างไร ในขณะที่บางท่านอาจมองแค่ว่าคือการลดโลกร้อน ประหยัดน้ำ หรือปลูกป่าเพื่อช่วยเหลือสังคม ในขณะที่บางกลุ่มอาจมองในแง่ลบว่าเป็นเพียงการทำการตลาด เพื่อส่งเสริมภาพลักษณ์ของทางบริษัทเท่านั้น แต่ความจริงแล้วสิ่งนี้คืออะไรกันแน่มีประโยชน์และจะส่งผลอย่างไรบ้าง ต่อการตัดสินใจของทีมบริหารรวมทั้งนักลงทุนทั่วไป ในบทความนี้เราจะนำผู้อ่านไปทำความเข้าใจและเรียนรู้เรื่องราวของ ESG ไม่ใช่แค่เพียงในแง่มุมของผลกระทบต่อสังคมเท่านั้น แต่ในแง่มุมของการดำเนินงาน บริหารกิจการ และการลงทุน
คำพูดติดปากที่ใครๆ ก็ชอบนำมาใช้เพราะเป็นกระแสที่มาแรงในช่วงนี้ ที่พวกเรามักได้ยินกันบ่อยๆ ได้แก่ คำว่า “การพัฒนาที่ยั่งยืน” หรือ Sustainable Development แต่เชื่อว่าบางคนอาจยังไม่เข้าใจว่าคืออะไร และมีแนวทางอย่างไร ในขณะที่บางท่านอาจมองแค่ว่าคือการลดโลกร้อน ประหยัดน้ำ หรือปลูกป่าเพื่อช่วยเหลือสังคม ในขณะที่บางกลุ่มอาจมองในแง่ลบว่าเป็นเพียงการทำการตลาด เพื่อส่งเสริมภาพลักษณ์ของทางบริษัทเท่านั้น แต่ความจริงแล้วสิ่งนี้คืออะไรกันแน่มีประโยชน์และจะส่งผลอย่างไรบ้าง ต่อการตัดสินใจของทีมบริหารรวมทั้งนักลงทุนทั่วไป ในบทความนี้เราจะนำผู้อ่านไปทำความเข้าใจและเรียนรู้เรื่องราวของ ESG ไม่ใช่แค่เพียงในแง่มุมของผลกระทบต่อสังคมเท่านั้น แต่ในแง่มุมของการดำเนินงาน บริหารกิจการ และการลงทุน
“การพัฒนาที่ยั่งยืน” หรือ Sustainable Development ครอบคลุมองค์ประกอบ 3 ด้าน คือ EEnvironmental สิ่งแวดล้อม SSocial สังคม และ GGovernance บรรษัทภิบาลของบริษัท (ทั้งในภาครัฐและเอกชน) หรือที่เรียกสั้นๆ ว่า ESG โดยปัจจัยเหล่านี้จะส่งกระทบโดยตรงต่อผลกำไรบริษัทไปพร้อมๆ กับสิ่งแวดล้อมและสังคม เพราะฉะนั้นเมื่อบริษัทให้ความสำคัญกับ ESG บริษัทจะสามารถสร้างสมดุลระหว่างเป้าหมายระยะสั้น และเป้าหมายระยะยาวควบคู่ไปกับการส่งผลกระทบเชิงบวกต่อสังคมได้ ซึ่งจะทำให้บริษัทมีผลการดำเนินงานที่เติบโตในระยะยาวอย่างยั่งยืน และดูแลรับผิดชอบสังคมรอบข้างไปพร้อมๆ กัน เรามาทำความรู้จักและเข้าใจข้อดีในแต่ละด้านกัน
EEnvironmental (ปัจจัยด้านสิ่งแวดล้อม) :
โลกเราขณะนี้กำลังประสบปัญหาทางสิ่งแวดล้อมต่างๆ เช่น การเปลี่ยนแปลงของภูมิอากาศที่ส่งผลให้เกิดก๊าซเรือนกระจกและภาวะโลกร้อน บริษัทจำเป็นต้องบริหารจัดการ โดยใส่ใจผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมยกตัวอย่างเช่น การลดปริมาณก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ การบำบัดน้ำเสียก่อนปล่อยลงแหล่งน้ำธรรมชาติ การลดปริมาณวัตถุดิบเพื่อลดการใช้ทรัพยากรและขยะที่อาจเกิดขึ้น หรือแม้แต่การปลูกป่าทดแทนหลังจากได้ตัดต้นไม้ไปใช้เป็นวัตถุดิบ สิ่งเหล่านี้ไม่ได้มีแค่ผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมในเชิงบวก แต่ยังส่งผลกระทบต่อผลกำไรของบริษัทด้วย เช่น การลดการใช้วัตถุดิบ หรือการใช้วัตถุดิบอย่างสร้างสรรค์ในขบวนการผลิตขวดน้ำดื่มบางยี่ห้อ นอกจากจะลดการใช้ทรัพยากรธรรมชาติและลดปริมาณขยะที่จะเกิดขึ้นแล้ว ยังช่วยลดต้นทุนวัตถุดิบของบริษัทได้มากขึ้น 10-30% เลยทีเดียว
SSocial (ปัจจัยด้านสังคม) :
การคำนึงถึงสิทธิมนุษยชนและความเป็นอยู่ของสังคม ทั้งภายในและภายนอกองค์กรเป็นหนึ่งปัจจัยหลักที่จะช่วยพัฒนาองค์กรให้เติบโตอย่างยั่งยืน เริ่มต้นจากภายในองค์กรก่อน เช่น การเปิดโอกาสให้คนพิการเข้าทำงาน หรือการมีสวัสดิการรองรับพนักงาน เช่น ค่ารักษาพยาบาล และกองทุนสำรองเลี้ยงชีพเพื่อการเกษียณ รวมถึงการคำนึงถึงสภาพแวดล้อมการทำงานที่เหมาะสม เนื่องจากจะมีผลกระทบโดยตรงต่อประสิทธิภาพในพนักงานและผลการดำเนินงานของกิจการ ยกตัวอย่างเช่น การใส่ใจในเรื่องความปลอดภัยของพนักงานที่ต้องทำงานอยู่กับสารเคมีอันตรายทุกวัน โรงงานควรจัดหาอุปกรณ์ป้องกันที่ได้มาตรฐานให้กับพนักงานทุกคนเพื่อป้องกันอันตรายจากสารเคมี ตลอดจนติดตั้งระบบถ่ายเทอากาศที่ดี ซึ่งแน่นอนว่าการจะจัดหาอุปกรณ์ป้องกันต่างๆ รวมถึงติดตั้งระบบถ่ายเทอากาศอาจต้องใช้เงินจำนวนมากก็ตาม ด้านความรับผิดชอบต่อสังคม บริษัทควรตอบแทนด้วยการคืนกำไรให้สังคม เช่น การจัดกิจกรรมเพื่อพัฒนาชุมชนรอบข้างบริษัท เช่น การขุดลอกคูคลอง สอนหนังสือ พัฒนาความรู้ให้เด็กในชุมชน หรือบริจาคเงินให้องค์กรการกุศล เป็นต้น







