
ยักษ์อาเซียนสยายปีกจับตาสภาพคล่องการเงิน
การเข้าซื้อหุ้นกิจการอื่นที่ดำเนินธุรกิจมานานแล้ว ถือเป็นแนวทางหนึ่งที่บริษัทยักษ์ในอาเซียนเลือกใช้
โดย..ตะวัน หวังเจริญวงศ์
การเข้าซื้อหุ้นกิจการอื่นที่ดำเนินธุรกิจมานานแล้ว ถือเป็นแนวทางหนึ่งที่บริษัทยักษ์ในอาเซียนเลือกใช้ เพื่อขยายธุรกิจอย่างรวดเร็ว เนื่องจากจะได้ฐานผู้บริโภคในกิจการใหม่ โดยที่ไม่ต้องลงแรงเพิ่มมากนัก แต่วิธีดังกล่าวกลับเป็นวิธีที่ทำให้โครงสร้างของบริษัท การจัดการด้านต่างๆ โดยเฉพาะด้านการเงินซับซ้อนขึ้นมากตามไปด้วย
รายงานเรื่อง ASEAN Top Companies : Watch The Conglomerates ของบริษัท สแตนดาร์ดแอนด์พัวร์ (เอสแอนด์พี) ซึ่งสำรวจบริษัทขนาดใหญ่ในอาเซียน 100 บริษัท ระบุว่า การใช้เงินทุนเข้าซื้อกิจการของ 100 บริษัทดังกล่าวยังอยู่ในระดับสูง เนื่องจากบริษัทเหล่านี้สามารถเข้าถึงสถาบันการเงินในประเทศได้ง่าย และเข้าถึงแหล่งเงินกู้และตลาดตราสารหนี้ในต่างประเทศได้ด้วย
ทั้งนี้ บริษัทยักษ์ที่มีลักษณะเป็นธุรกิจครอบครัว จะมีความยืดหยุ่นในการเข้าซื้อกิจการอื่นมากกว่าบริษัทจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์ฯ เป็นเหตุให้มีความเสี่ยงในการใช้เงินในการขยายธุรกิจอย่างรวดเร็วเกินไป
รายงานการเงินของบริษัทลูกในบริษัทใหญ่ที่ไม่ได้จดทะเบียนเหล่านี้ ยังมักไม่สะท้อนภาพทั้งหมดของกลุ่มบริษัทนั้น อีกทั้งรายการหนี้สินของบริษัทลูกยังอาจแฝงอยู่กับบริษัทโฮลดิ้งส์หรือบริษัทหลักในเครือธุรกิจทั้งหมดด้วย
สำหรับภาพรวมบริษัทขนาดใหญ่ในอาเซียน ยังมีความซับซ้อนและคาดเดาได้ยากกว่าธุรกิจที่ไม่มีบริษัทลูก เนื่องจากบริษัทเหล่านี้มีกลยุทธ์และวิธีการลงทุนหลากหลาย ผ่านตัวบริษัทที่เป็นโฮลดิ้งส์ บริษัทหลักในบรรดาบริษัทลูก อีกทั้งยังมีความพร้อมตัดสินใจลงทุนด้วยงบประมาณมหาศาล เช่น ทีซีซี กรุ๊ป ของไทย ใช้บริษัท เฟรเซอร์ เซ็นเตอร์พ้อยท์ ซึ่งเป็นบริษัทอสังหาริมทรัพย์ที่ตัวเองถือหุ้นใหญ่ในสิงคโปร์ เข้าถือหุ้นใหญ่ในออสตราแลนด์ กรุ๊ป บริษัทอสังหาริมทรัพย์ของออสเตรเลีย
ซาเวียร์ จีน ผู้อำนวยการฝ่ายจัดอันดับความน่าเชื่อถือองค์กรธุรกิจภูมิภาคเอเชียแปซิฟิก เอสแอนด์พี เล่าว่า 100 บริษัทจาก 6 ประเทศในอาเซียนถือว่ามีลักษณะที่แตกต่างกันไปตามแต่ละประเทศ ทั้งในแง่ความรวดเร็วในการเติบโต งบประมาณที่ใช้ในการขยายตัว
สำหรับบริษัทไทย ถือว่ามีการใช้งบประมาณเพื่อการเข้าซื้อกิจการสูงที่สุดในอาเซียน เติบโตประมาณ 140% ขณะที่อาเซียนเติบโตที่ประมาณ 90% เป็นเหตุให้ระดับหนี้สินของบริษัทไทยค่อนข้างสูง
บริษัทในไทยแต่ละรายมีแผนการเงินแตกต่างกัน บางบริษัทเลือกใช้วิธีอนุรักษนิยม รักษาหนี้สินให้อยู่ในระดับต่ำ ใช้เงินทุนหมุนเวียนของตัวเองเป็นหลัก ขณะที่บางบริษัทเลือกเดินหน้าอย่างรวดเร็ว พึ่งพาหนี้สินและการรักษาสมดุลทางการเงินในการเติบโต โดยมีประมาณ 30% ของบริษัทไทยที่เลือกใช้วิธีดังกล่าว
“กลยุทธ์การเติบโตที่คาดการณ์ได้ยาก อาจทำให้เกิดความเสี่ยงขึ้นมาในบางจุดได้”
อย่างไรก็ดี บริษัทขนาดใหญ่ของไทยยังมีจุดแข็งหลายข้อ เช่น ดำเนินธุรกิจมานาน มีแบรนด์เป็นที่รู้จัก มีกำไรดี ซึ่งอาจช่วยให้บริษัทมีความสามารถที่จะรักษาคุณภาพของเครดิตของตัวเองต่อไปได้
ขณะที่รายงานเรื่อง ASEAN Top Companies : An InterestRate Shock Could Affect Up to A Quarter ของเอสแอนด์พี ระบุว่า สภาพคล่องและการรีไฟแนนซ์ความเสี่ยงของบริษัทในอาเซียนในช่วง 12 เดือน จะช่วยป้องกันการปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยได้ และทรัพย์สินที่มีสภาพคล่องจะมีส่วนช่วยในการจัดการเงินทุนให้บริษัท
รายงานระบุว่า ปัจจุบันมีบริษัทที่มีหนี้ระยะสั้นที่จะครบกำหนดชำระในรอบ 12 เดือนนี้สูงกว่า 50% ของหนี้ทั้งหมดประมาณ 15 บริษัท โดยก่อนหน้านี้หลายบริษัทพยายามปรับแผนการเงินของตัวเอง ด้วยการแปลงอัตราดอกเบี้ยเงินกู้ลอยตัวมาเป็นอัตราคงที่ รีไฟแนนซ์หนี้เพื่อยืดเวลาการชำระหนี้คืน เพื่อความยืดหยุ่นทางการเงินของบริษัท







