
ชาติชาย-พิศิษฐ์ชิงผอ.ออมสิน
นายแบงก์แห่ยื่นใบสมัครวันสุดท้าย8ราย จับตาม้ามืด‘ปริญญา’คาดสิ้นปีนี้รู้ผล
นายแบงก์แห่ยื่นใบสมัครวันสุดท้าย8ราย จับตาม้ามืด‘ปริญญา’คาดสิ้นปีนี้รู้ผล
แห่สมัครตำแหน่งผู้อำนวยการธนาคารออมสิน 8 ราย คาด “ชาติชายพิศิษฐ์” ตัวเก็ง
แหล่งข่าวจากธนาคารออมสิน เปิดเผยว่า เมื่อวันที่ 3 ต.ค. เป็นวันสุดท้ายที่เปิดรับสมัครผู้อำนวยการธนาคารออมสิน โดยมีผู้สนใจยื่นใบสมัครทั้งหมด 8 คนซึ่งคณะกรรมการสรรหาที่มีนายเอ็นนูซื่อสุวรรณ เป็นประธาน จะตรวจสอบคุณสมบัติผู้สมัครทั้งหมดว่ามีคุณสมบัติถูกต้องตามที่ได้ตั้งไว้หรือไม่
สำหรับผู้สมัครตำแหน่งผู้อำนวยการธนาคารออมสินที่ยื่นใบสมัคร ได้แก่ นายธัชพล กาญจนกูล รองผู้อำนวยการอาวุโสและรักษาการรองผู้อำนวยการธนาคารออมสิน นายพิศิษฐ์ เสรีวิวัฒนา รองผู้อำนวยการธนาคารออมสิน นายชาติชาย พยุหนาวีชัย รองกรรมการผู้จัดการ ธนาคารกสิกรไทย นายปริญญา พัฒนภักดี รองกรรมการผู้จัดการ ธนาคารกรุงไทย เป็นต้น
แหล่งข่าวเปิดเผยว่า จำนวนผู้สมัครทั้งหมดผู้ที่ถูกคาดเดาว่าเป็นตัวเก็งคือ นายชาติชายและนายพิศิษฐ์ ซึ่งทั้งสองคนมีคุณสมบัติที่เหมาะสม จะช่วยให้ธนาคารเติบโตอย่างยั่งยืน และดำเนินงานได้ตามพันธกิจที่ได้รับมอบหมายจากรัฐบาล
นายชาติชาย กล่าวว่า ได้รายงานให้นายบัณฑูร ล่ำซำ ประธานกรรมการ ธนาคารกสิกรไทย ทราบแล้วว่าจะยื่นใบสมัครตำแหน่งผู้อำนวยการธนาคารออมสิน เพราะอยากช่วยชาติ นำประสบการณ์ทำงานมากกว่า 20 ปี ที่มีอยู่ไปใช้บริหารธนาคารของรัฐบาลซึ่งเป็นธนาคารของประชาชน มั่นใจว่าด้วยประสบการณ์จะสามารถทำให้ธนาคารออมสินเติบโตได้
“ธนาคารแห่งนี้ก่อตั้งโดยในหลวงรัชกาลที่ 6 จึงอยากทำให้เจริญรุ่งเรือง และไม่อยากเห็นธนาคารออมสินเป็นเหมือนแบงก์รัฐหลายแห่งที่มีปัญหาในขณะนี้” นายชาติชาย กล่าว
อย่างไรก็ดี การสมัครคัดเลือกเป็นผู้อำนวยการธนาคารออมสินครั้งนี้เป็นการสมัครครั้งที่ 2 เพราะครั้งแรกมาสมัครอายุขาดไป 12 เดือน จึงขาดคุณสมบัติ แต่ครั้งนี้ไม่มีปัญหา ประธานกรรมการ ธนาคารกสิกรไทย ก็ให้พรและกล่าวว่า หากไม่ได้รับการคัดเลือกก็ให้กลับมาทำงานที่ธนาคารกสิกรไทยเหมือนเดิม
ด้าน นายพิศิษฐ์ ยืนยันว่า ได้ยื่นใบสมัครจริง ส่วนจะได้รับการคัดเลือกหรือไม่ แล้วแต่คณะกรรมการสรรหา
แหล่งข่าวจากธนาคารออมสิน เปิดเผยอีกว่า แม้นายชาติชายและนายพิศิษฐ์ จะดูมีคุณสมบัติดีกว่าผู้สมัครคนอื่น แต่นายปริญญาก็ไม่ธรรดา มีกองหนุนในสายทหารผ่านทางที่ปรึกษา คสช.
อย่างไรก็ดี ในวันนี้นายธัชพลได้เปิดแถลงผลประกอบการ 9 เดือน ของธนาคารออมสิน ว่าธนาคารมีผลกำไร 9 เดือน เป็นเงิน 1.36 หมื่นล้านบาท เพิ่มขึ้นจากปีก่อน 723 ล้านบาท คาดว่าทั้งปีจะทำกำไรได้ตามเป้าหมาย 1.9 หมื่นล้านบาทขณะที่ยอดปล่อยสินเชื่อมขยายตัวได้กว่า 1.25 แสนล้านบาท จากเป้า 7.5 หมื่นล้านบาท เนื่องจากมีการปล่อยกู้ตามนโยบายรัฐเช่นโครงการรับจำนำข้าว 7 หมื่นล้านบาท ส่งผลให้ยอดสินเชื่อคงค้างอยู่ที่ 1.8 ล้านล้านบาท โดยในช่วงที่เหลือของปีจะเร่งปล่อยกู้ฐานรากและสินเชื่อเอสเอ็มอี ไม่เน้นสินเชื่อรายใหญ่และสินเชื่อโครงการรัฐ
สำหรับสินทรัพย์อยู่ที่ 2.29 ล้านล้านบาท เพิ่มขึ้นจากสิ้นปีก่อน 1.17 แสนล้านบาท ด้านเงินฝากมียอดรวม 1.96 ล้านล้านบาท เพิ่มขึ้นจากช่วงเดียวกันของปีก่อน 8.5 หมื่นล้านบาท โดยอีก 3 เดือนสุดท้ายของปียังมีแนวโน้มที่เงินฝากเพิ่มขึ้นจากการออกผลิตภัณฑ์เงินฝากเผื่อเรียกพิเศษเพิ่มสุข ที่มีอัตราดอกเบี้ยสูงเป็นแรงจูงใจ และเงินฝากสงเคราะห์ชีวิตและครอบครัวที่เตรียมออกรูปแบบใหม่เพื่อกระตุ้นการออมและคุ้มครองชีวิตมากขึ้น ซึ่งส่งผลให้สภาพคล่องของธนาคารล่าสุดมีสูงถึง 2 แสนล้านบาท
ขณะที่หนี้ที่ไม่ก่อให้เกิดรายได้(เอ็นพีแอล) อยู่ในระดับ 1.6% หรือประมาณ 3 หมื่นล้านบาท มีแนวโน้มลดลง จากเดิมเป็นที่มียอดเอ็นพีแอลเพิ่มเดือนละ 1,000 ล้านบาท แต่หลังจากใช้วิธีการป้องกันลูกหนี้ตกชั้น โดยส่งเจ้าหน้าที่เข้าพบลูกหนี้ที่มีหนี้ค้างตั้งแต่ 1 2 เดือน เช่นการส่งเจ้าหน้าที่เดินในตลาดเพื่อเก็บหนี้และรับเงินฝากทุกวัน ส่งผลให้ยอดหนี้เอ็นพีแอลขึ้นในอัตราที่ลดลงเหลือเดือนละ 500 ล้านบาท คาดว่าสิ้นปีนี้จะทำให้เอ็นพีแอลลดลงเหลือ 1.5%
ทั้งนี้ จากการออกมาตรการบรรเทาความเดือดร้อนของลูกค้ารายย่อย เอสเอ็มอีที่ได้รับผลกระทบจากเหตุการณ์ความไม่สงบทางการเมืองในช่วงปลายปี 2556 ถึงไตรมาสที่ 2 ของปี 2557 รวมถึงภัยพิบัติในภาคเหนือกลางปี 2557 ขณะนี้มีกลุ่มลูกค้าดังกล่าวเข้ามาลงทะเบียนแล้ว 9 หมื่นราย ธนาคารอนุมัติแล้ว 3.7 หมื่นราย หรือคิดเป็นเงิน 1.1 หมื่นล้านบาท
นายธัชพล กล่าวถึงการแก้ไขปัญหาหนี้นอกระบบ ว่า หลังจากหารือกับกระทรวงการคลังและหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ธนาคารได้เสนอให้มีการปลดล็อคลูกหนี้ที่มีชื่อติดอยู่ในแบล็คลิสต์แม้จะมีการชำระหนี้ไปครบหมดแล้ว เพื่อให้คนเหล่านี้สามารถเข้าถึงระบบสินเชื่อ เพราะผลจากการทำโครงการแก้หนี้นอกระบบที่ผ่านมา พบว่ามีลูกหนี้ 50 % ที่แก้หนี้สำเร็จ ส่วนที่เหลืออีก 20 % เป็นกลุ่มที่ติดแบล๊คลิสต์ และอีก 30 % กลุ่มนี้แก้ไม่ได้เพราะไม่มีศักยภาพ
ทั้งนี้ถ้าปลดลีอคลูกหนี้บัญชีดำได้จะช่วยให้มีคนที่แก้หนี้สำเร็จเพิ่มขึ้น ซึ่งทีผ่านมาธนาคารใช้โครงการประชาชนเข้าแก้หนี้นอกระบบ สำหรับคนที่เข้ามาขอรับคำปรึกษาจากธนาคารกว่า 1,000 รายก็ได้รับการปล่อยสินเชื่อไปส่วนใหญ่แล้ว ทั้งนี้เห็นว่าการแก้หนี้นอกระบบต้องมีการอบรมเพื่อฟื้นฟูอาชีพหารายได้เพิ่มและมีการปลุกเรื่องจริยธรรม คุณธรรมเพื่อให้ลูกหนี้หลุดพ้นจากวงจนหนี้ได้อย่างแท้จริง







