posttoday
49 ปี "ลักกี้กลาส" เครื่องแก้วไทยสยายปีกทั่วโลก

49 ปี "ลักกี้กลาส" เครื่องแก้วไทยสยายปีกทั่วโลก

02 ตุลาคม 2557

แบรนด์ “ลักกี้กลาส” เครื่องแก้วไทยที่ผลิตจากงานฝีมือ (แฮนด์เมด) ที่มีตำนานความเป็นมากว่า 86

โดย...วราภรณ์ เทียนเงิน

ช่างภาพพี่โน ถ่ายภาพวันที่ 16 ก.ย.

แบรนด์ “ลักกี้กลาส” เครื่องแก้วไทยที่ผลิตจากงานฝีมือ (แฮนด์เมด) ที่มีตำนานความเป็นมากว่า 86 ปี แต่เริ่มสร้างแบรนด์อย่างจริงจังเมื่อ 49 ปี ผ่านวิกฤตและโอกาส พร้อมปรับกลยุทธ์รับมือในทุกวิกฤตและความเสี่ยง รวมทั้งหาโอกาสใหม่ๆ ด้วยการจับคู่ธุรกิจ เพื่อเพิ่มโอกาสการขายสินค้าไปในตลาดโลก

“ณปณัย ฉันทจิรพร” รองกรรมการผู้จัดการ บริษัท ลักกี้กลาส เล่าว่า ธุรกิจลักกี้กลาสเริ่มจากรุ่นคุณปู่ ทำเองทุกอย่างจนขยายธุรกิจมาจนถึงปัจจุบัน ทุกวันนี้คุณปู่ก็ยังทำงานอยู่ในโรงงาน ที่ผ่านมาบริษัทเผชิญวิกฤตหลายครั้ง ก็ผ่านมาได้ทุกครั้ง เพราะมองว่าวิกฤตเป็นโอกาสใหม่ๆ และทำธุรกิจให้มีความสุขมากที่สุด

“คุณปู่สอนว่าในช่วงเศรษฐกิจดีก็อย่าเหลิงต้องพัฒนาต่อไป เศรษฐกิจไม่ดีก็ต้องประคองธุรกิจให้เดินหน้าต่อไป” ณปณัย กล่าว

ปัจจุบันลักกี้กลาสมีทายาทธุรกิจรุ่นที่ 3 คือ “ปวริศา และ ปรานต์ ฉันทจิรพร” เข้ามาช่วยบริหารงาน ซึ่งเป็นช่วงตลาดในประเทศกำลังประสบปัญหาเรื่องกำลังซื้อชะลอตัว

ปรานต์ กล่าวว่า หลักการทำธุรกิจท่ามกลางเศรษฐกิจในประเทศชะลอตัว บริษัทไม่เร่งลงทุนใหม่ แต่ได้ปรับระบบภายใน ทั้งการบริหารจัดการ ระบบไอทีให้ดีขึ้น เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการผลิต เมื่อสถานการณ์ต่างๆ ดีขึ้นก็พร้อมขยายลงทุนใหม่ อีกทั้งได้มองหาตลาดใหม่อย่างต่อเนื่อง เพิ่มผลิตภัณฑ์สินค้าให้หลากหลาย และศึกษาตลาดคู่แข่งอย่างต่อเนื่อง

สำหรับปีนี้ บริษัทพร้อมเปิดตลาดใหม่ที่มีศักยภาพ เช่นตะวันออกกลาง มีขนาดใหญ่และกำลังซื้อดี โดยคาดว่าจะสร้างยอดขายได้ 400-500 ล้านบาท/ปี อยู่ในระดับใกล้เคียงกับปีก่อน ถือว่าอยู่ในระดับน่าพอใจท่ามกลางเศรษฐกิจในประเทศและต่างประเทศหดตัวลงเล็กน้อย

ปัจจุบัน บริษัทส่งออกไปตลาดอาเซียน เอเชีย ยุโรป และออสเตรเลีย โดยมีสัดส่วนยอดขายในประเทศและต่างประเทศ 50 : 50 สินค้าหลักที่ผลิต ได้แก่ แก้วน้ำ แก้วมีหู จานแก้ว ชามแก้ว แก้วช็อต จานรอง แก้วใส่เทียน รวมทั้งได้ขยายการผลิตสินค้าไปยังแก้วไวน์ แก้วขนาดเล็ก และเหยือกเบียร์ โดยเฉพาะเหยือกเบียร์ ถือเป็นครั้งแรกที่บริษัทไทยผลิตสินค้าดังกล่าวได้ จากเดิมต้องนำเข้าจากต่างประเทศมาตลอด

“ได้ลงทุนมาสร้างโรงงานแห่งใหม่มูลค่า 700800 ล้านบาท ที่นิคมอุตสาหกรรมราชบุรี จ.ราชบุรี พื้นที่ 42 ไร่ เมื่อประมาณ 45 ปีที่ผ่านมาถือเป็นการลงทุนครั้งใหญ่ของบริษัท โดยเป็นโรงงานที่มีเตาแก๊ซแบบธรรมชาติ และมีเตาสำหรับผลิตสินค้าเพิ่มมากขึ้นจำนวน 45 เตา ทำให้มีกำลังการผลิตเพิ่มเป็น 3.5-4.5 แสนชิ้นต่อตัน รองรับการเปิดตลาดใหม่ๆ ในต่างประเทศ และตลาดในอาเซียน

สำหรับสินค้าหลักที่ผลิตได้แก่ แก้วน้ำ แก้วหู จานแก้ว ชามแก้ว แก้วซอต จานรอง แก้วใส่เทียน รวมทั้งได้ขยายการผลิตสินค้าไปยัง แก้วไวน์ แก้วขนาดเล็ก และเหยือกเบียร์ โดยเฉพาะเหยือกเบียร์ ถือเป็นครั้งแรกที่มีบริษัทไทยผลิตสินค้าดังกล่าวได้ จากเดิมต้องนำเข้าจากต่างประเทศมาตลอด

สัดส่วนการผลิตสินค้า แบ่งเป็น ตลาดในประเทศ 50% และตลาดต่างประเทศ 50%

“หลังจากอยู่ในตลาดต่างประเทศมานานหลายปี ทำให้มีความเข้าใจลูกค้าต่างชาติ โดยลูกค้าของยุโรปและเอเชียถือว่ามีความแตกต่างกัน โดยตลาดยุโรปลูกค้าจะนิยมใช้แก้วที่มีขนาดใหญ่ ส่วนลูกค้าเอเชียจะชื่นชอบแก้วที่มีขนาดเล็ก ดังนั้น การรู้พฤติกรรมลูกค้าจึงมีความสำคัญมากในการทำตลาดต่างประเทศ” ณปณัย กล่าวรวมทั้งต้องเข้าไปร่วมงานแสดงสินค้าในต่างประเทศ และเข้าไปร่วมการจับคู่ทางธุรกิจด้วย

ขณะเดียวกันได้เข้าร่วมโครงการของธนาคารกรุงศรีอยุธยา และธนาคารแห่งโตเกียวมิตซูบิชิ ยูเอฟเจ (BTMU) ในกิจกรรม MUFG Business Matching Fair in Bangkok ครั้งแรกที่ประเทศไทย เพื่อนำผู้ประกอบการรายใหญ่จากประเทศญี่ปุ่น มาร่วมจับคู่ทางธุรกิจกับผู้ประกอบการเอสเอ็มอีไทย ซึ่งเป็นเวทีแห่งโอกาสอีกแห่งหนึ่งสำหรับผู้ประกอบการไทย

โดยต้องการเข้าไปขยายตลาดในประเทศญี่ปุ่นเพิ่มขึ้น แม้ว่า 56 ปีที่ผ่านมา ได้ส่งออกสินค้าไปทำตลาดในประเทศญี่ปุ่นอยู่แล้วผ่านตัวแทนจำหน่าย แต่ครั้งนี้ต้องการเข้าไปรุกในห้างอิออนที่ประเทศญี่ปุ่น ซึ่งลูกค้าชาวญี่ปุ่น จะชื่นชอบแก้วสไตล์คลาสสิค แก้วทรงสูง จะเลือกซื้อสินค้าตามฤดูกาลปีละ 2-3 ครั้ง

ณปณัย กล่าวว่า การรุกตลาดต่างประเทศเป็นโอกาสเพิ่มยอดขาย และได้รู้จักลูกค้าใหม่ๆ อยากแนะนำเอสเอ็มอีต้องหาโอกาสไปจับคู่ธุรกิจ เพื่อทำความรู้จักคู่ค้า แม้ว่าจะได้ลูกค้าหรือไม่ได้ลูกค้าก็ตาม แต่การทำความรู้จักลูกค้า แนวคิด เป็นสิ่งที่มีความสำคัญมากต่อการทำธุรกิจ

ข่าวล่าสุด

จากพลังงานสู่พลังชุมชน ปตท. ปั้น 44 “ช่างชุมชน” รุ่นที่ 12 ต่อยอดพลังงานสะอาดให้ตอบโจทย์พื้นที่

จากพลังงานสู่พลังชุมชน ปตท. ปั้น 44 “ช่างชุมชน” รุ่นที่ 12 ต่อยอดพลังงานสะอาดให้ตอบโจทย์พื้นที่