
การลงทุนคือการเรียนรู้ของอาทิตย์ทีปกรสุขเกษม
“อาทิตย์ ทีปกรสุขเกษม” อาจจะคุ้นเคยในฐานะเป็นผู้บริหาร บริษัท ผลิตภัณฑ์คอนกรีตชลบุรี (CCP) แต่ในชีวิตส่วนตัวก็เป็นนักลงทุนที่ค่อยๆ ศึกษาหาแนวทางการลงทุนในแบบฉบับของตัวเองไปเรื่อยๆ จนได้หลักในการเน้นที่มีปัจจัยพื้นฐานเป็นหลัก เพราะไม่มีเวลาดูพอร์ตการลงทุนมาก เนื่องจากต้องทำหน้าที่หลักในการบริหารงาน
“อาทิตย์ ทีปกรสุขเกษม” อาจจะคุ้นเคยในฐานะเป็นผู้บริหาร บริษัท ผลิตภัณฑ์คอนกรีตชลบุรี (CCP) แต่ในชีวิตส่วนตัวก็เป็นนักลงทุนที่ค่อยๆ ศึกษาหาแนวทางการลงทุนในแบบฉบับของตัวเองไปเรื่อยๆ จนได้หลักในการเน้นที่มีปัจจัยพื้นฐานเป็นหลัก เพราะไม่มีเวลาดูพอร์ตการลงทุนมาก เนื่องจากต้องทำหน้าที่หลักในการบริหารงาน
“อาทิตย์” เปรียบเปรยให้เห็นว่า เพราะคุณพ่อคุณแม่ สอนตั้งแต่เด็กว่า ชีวิตนี้ไม่มีอะไรแน่นอน ฉะนั้นต้องรู้จักใช้เงินให้เป็น หาก่อนใช้มาตั้งแต่เด็กๆ อาจเป็นเพราะธุรกิจที่บ้านเคยได้รับผลกระทบช่วงวิกฤตต้มยำกุ้งเมื่อปี 2540 เลยถูกปลูกฝังให้ดูแลตัวเองได้ เด็กๆ กว่าจะได้ของอะไรสักอย่างต้องแลกมาด้วยการทำงานกรอกตะปูกรอกนอตใส่ถุงเพื่อได้เงิน 10 บาท พอสะสมได้ก็เอาไปซื้อของที่อยากได้ ทั้งหมดนี้เพราะคุณพ่อเคยบอกไว้ว่า หากวันหนึ่งเกิดวิกฤตในครอบครัวขึ้นมา ลูกจะได้ไม่ลำบากเพราะมีการปรับตัวเป็น ซึ่งดีกว่าคนที่ปรับตัวไม่ได้และจมไม่ลง
สำหรับจุดเริ่มต้นที่อยากจะลงทุนในหุ้นเกิดจากเริ่มต้นทำงานใหม่ๆ ก็เริ่มจากฝากเงินออมไว้กับธนาคารพาณิชย์เพียงอย่างเดียว เริ่มเห็นดอกเบี้ยว่ามันไม่ได้ไปไหน และพอดีกับที่ได้รับแนะนำจากเพื่อนว่าควรเอาไปลงทุนอย่างอื่นดีกว่า อย่างเช่น หุ้น
“อาทิตย์” กระโดดเข้าไปลงทุนในหุ้นครั้งแรกเมื่อ 4-5 ปีที่ผ่านมา จะถือว่าเป็นโชคดีของเขาก็ได้เพราะช่วงนั้นเกิดวิกฤตแฮมเบอร์เกอร์หุ้นขาลง ใครเข้าซื้อหุ้นก็ได้ผลตอบแทนที่ดีหมด ตอนนั้นเลือกซื้อแต่หุ้นที่มีปัจจัยพื้นฐานดีเป็นหลักอย่าง บริษัท แอดวานซ์ อินโฟร์ เซอร์วิส (ADVANC) แค่เงินปันผลอย่างเดียวก็ให้ผลตอบแทน 5% ซึ่งมากกว่าดอกเบี้ยเงินฝากธนาคารพาณิชย์อยู่ดี จากนั้นก็เริ่มทยอยซื้อสะสมหุ้นพื้นฐานที่มีการจ่ายปันผลดีมากมาตลอด แต่อาจจะไม่ใช่จังหวะที่ดีของการหวังส่วนต่างราคาหุ้น
ทุกวันนี้เงินได้ต่อเดือน 50% จะเก็บไว้เป็นรายจ่ายเพราะเป็นหัวหน้าครอบครัวหรือในกรณีที่อยากได้อะไรก็เก็บไว้ซื้อ ส่วน 10% เป็นเงินสำรองกันเอาไว้สำหรับต้องไปหาหมอหรือเกิดอุบัติเหตุ และอีก 40% ไว้สำหรับเป็นเงินเก็บออม สำหรับเงินออมจะมีทั้งส่วนที่เก็บไว้ลงทุนตามเจ้าหน้าที่การลงทุนแนะนำบ้าง แต่ตรงส่วนนี้จะทำการบ้านหรือศึกษาก่อนด้วย ไม่ได้ฟังเจ้าหน้าที่แล้วลงทุนเลย เหตุผลที่คุยกับเจ้าหน้าที่แนะนำลงทุน เพราะให้เขาช่วยเตือนว่าราคาได้เข้าใกล้กับราคาที่มีเป้าหมายไว้ในใจ และอีกส่วนคือการลงทุนเพื่อหวังรับเงินปันผลมากกว่าที่จะสนใจเรื่องส่วนต่างราคาหุ้นที่ได้
“ปัจจุบันมูลค่าพอร์ตการลงทุนมากกว่า 10 ล้านบาท โดย 70-80% ของพอร์ตการลงทุนเป็นการลงทุนระยะยาวประมาณ 1-2 ปี ระหว่างทางก็หวังได้เงินปันผลเฉลี่ย 35% ส่วนอีก 20-30% เก็บเอาไว้ลงทุนระยะสั้นพอเอาไว้ดูหรือจับจังหวะการลงทุนบ้าง ซึ่งส่วนนี้ตั้งเป้าไว้ว่า หากได้ผลตอบแทนการลงทุนเฉลี่ยประมาณ 15% แล้วก็จะขายทำกำไรไป และมีจุดขายตัดขาดทุน (สต็อปลอส) ที่ 20% โดยหุ้นที่ลงทุนส่วนใหญ่จะอยู่ใน SET50 เพราะขนาดใหญ่มีสภาพคล่อง จะเข้าหรือออกได้ง่าย และเน้นเป็นกลุ่มที่เป็นผู้นำในอุตสาหกรรมที่มีความโดดเด่น หรือเป็นผู้นำในอุตสาหกรรมน้อย เช่น กลุ่มสื่อสาร กลุ่มพลังงาน โดยเฉพาะกลุ่มพัฒนาอสังหาริมทรัพย์ที่จะเห็นแนวโน้มของอุตสาหกรรมได้ชัดเพราะบริษัทอยู่ในวัฏจักร ทำให้เห็นความต้องการใช้สินค้าและซัพพลายของผู้ผลิต เนื่องจากจะมีผลต่อการใช้ผลิตภัณฑ์การก่อสร้าง อย่างเช่นคอนกรีตของ CCP เช่นกัน ส่วนเป้าหมายผลตอบแทนที่ได้ในแต่ละปีเมื่อรวมเฉลี่ยทั้งส่วนต่างกำไรและเงินปันผลตั้งเป้าว่าจะให้ผลตอบแทนเฉลี่ย 10-15%”
อย่างไรก็ดี ตอนนี้ก็อยู่ระหว่างการพิจารณาว่าจะปันเงินในส่วนการลงทุนระยะยาว 70-80% ออกมาประมาณ 10-20% เพื่อย้ายไปลงทุนในกองทุนรวมมากขึ้น เนื่องจากมองว่าอยากลองดูว่าการให้ผู้เชี่ยวชาญการลงทุนให้ โดยที่เราไม่ต้องไปดูมากจะให้ผลตอบแทนเท่าไร โดยส่วนที่จะย้ายมาหวังผลตอบแทนให้ได้เท่ากับหรือดีกว่าที่เราต้องมาดูพอร์ตเอง คือประมาณ 10-15% ตอนนี้ศึกษามาประมาณกว่า 1 ปี เพราะดูนโยบายของแต่ละบริษัทหลักทรัพย์จัดการกองทุน (บลจ.) และนโยบายแต่ละกองทุนอยู่ เพราะบางกองก็มีลงทุนในหุ้นที่เราไม่ชอบผสมอยู่ แต่ก็คาดว่า 1-2 เดือน น่าจะได้ข้อสรุปว่าจะเข้าไปลงทุนในกองทุนไหน
นอกจากนี้ ยังมีการลงทุนทำร้านอาหารกับเพื่อนที่ จ.ชลบุรี ทำมาประมาณ 1 ปี โดยหวังว่าจะถึงจุดคุ้มทุนได้เร็วๆ นี้ และมีพอร์ตส่วนหนึ่งเข้าไปลงทุนซื้อที่ดินบ้าง ซึ่งเกิดจากการดูที่เพื่อเข้าไปซื้อบ่อทรายเพื่อใช้สำหรับธุรกิจของ CCP แต่มีไม่มาก เพราะมองว่าต้องใช้เวลาในการเลือกนาน ใช้เงินลงทุนเยอะ และเป็นการลงทุนที่ยาวไม่มีสภาพคล่อง ไม่มีเงินปันผลระหว่างอย่างหุ้น
“อาทิตย์” ทิ้งท้ายว่า ถึงตอนนี้เชื่อว่าการลงทุนในตลาดหุ้นได้ผลตอบแทนที่ดีกว่าฝากเงินกับแบงก์แน่นอน และส่วนตัวรู้ว่าตัวเองเป็นคนที่ชอบการลงทุนหุ้นพื้นฐานเป็นหลักจึงไม่ค่อยกังวลอะไรมาก โดยเลือกหุ้นจากที่ศึกษาและชอบในหุ้นตัวนั้นๆ เอง รวมถึงฟังเจ้าหน้าที่แนะนำการลงทุนบ้าง แต่ก็จะเอามาทำการบ้านดูก่อน ถ้าใช่และตรงกับความต้องการก็จะซื้อตาม แต่ถ้าไม่ใช่ ไม่มีปัจจัยพื้นฐานรองรับก็ไม่เอา เพราะเคยมีทั้งจากฟังเพื่อน ฟังคนอื่นมาแต่สุดท้ายก็รู้สึกหวาดเสียวและยอมขาดทุนไป 20% และถือเป็นบทเรียน โดยตอนนี้รู้ว่าแม้มีงานที่ต้องรับผิดชอบ แต่ก็สามารถลงทุนในตลาดหุ้นด้วยตัวเองได้ เพียงแต่ต้องเอาใจใส่และทำการบ้านสักนิดก่อนจะเข้าไป เพราะการลงทุนต้องอาศัยการค่อยๆ เรียนรู้ไป..







