
ชงอินฟราฯฟันด์รับสิทธิภาษี
สภาธุรกิจตลาดทุนรอเสนอรมว.คลังทดแทนLTF/รัฐมีเงิน
สภาธุรกิจตลาดทุนรอเสนอรมว.คลังทดแทนLTF/รัฐมีเงิน
ลุยโครงสร้างพื้นฐาน.สภาธุรกิจตลาดทุน ดันกองทุนรวมโครงสร้างพื้นฐาน รับสิทธิภาษีแทน LTF กระตุ้นคนออม
นายไพบูลย์ นลินทรางกูร ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัทหลักทรัพย์ ทิสโก้ ในฐานะประธานสภาธุรกิจตลาดทุนไทย เปิดเผยว่า หากภาครัฐจะไม่ให้สิทธิประโยชน์ทางภาษีในการลงทุนในกองทุนรวมหุ้นระยะยาว (แอลทีเอฟ) ทางสภาธุรกิจตลาดทุนก็อยากจะเสนอแนวทางใหม่ให้ภาครัฐพิจารณาให้สิทธิประโยชน์ทางภาษีกับผู้ลงทุนในกองทุนรวมโครงสร้างพื้นฐาน (อินฟราสตรักเจอร์ฟันด์) แทน โดยกำหนดเงื่อนไขต่างๆ ใหม่ เพื่อจะได้มั่นใจว่าผู้ได้รับสิทธิประโยชน์เป็นมนุษย์เงินเดือนชนชั้นกลาง
นอกจากนี้ ยังเป็นการตอบโจทย์ให้กับรัฐบาลซึ่งมีนโยบายต้องการสนับสนุนกองทุนรวมโครงสร้างพื้นฐาน เพื่อจะได้เป็นแหล่งสนับสนุนนโยบายเศรษฐกิจและการลงทุนของประเทศ
“เรามีเวลากว่าปีครึ่งในการพิจารณาเรื่องเหล่านี้ หากรัฐบาลไม่ชอบรูปแบบแอลทีเอฟเน้นลงทุนในหุ้นอย่างเดียว ก็สามารถคิดรูปแบบใหม่ ด้วยการเพิ่มสัดส่วนการลงทุนประเภทอื่นเข้าไปให้มีความหลากหลายมากขึ้น ไม่ว่าจะเป็นกองทุนรวมโครงสร้างพื้นฐาน พันธบัตร แต่ยังคงใช้ภาษีเป็นตัวกระตุ้นการลงทุน โดยคาดว่าจะหยิบยกประเด็นนี้เข้าหารือกับรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลังในเร็วๆ นี้ด้วย” นายไพบูลย์ กล่าว
ปัจจุบันกองทุนรวมโครงสร้างพื้นฐานมีจำนวน 3 กองทุน มูลค่ารวม 1.45แสนล้านบาท ได้แก่ กองทุนรวมโครงสร้างพื้นฐานระบบขนส่งมวลชนทางรางบีทีเอสโกรท (BTSGIF) กองทุนรวมโครงสร้างพื้นฐานโรงไฟฟ้า อมตะ บี.กริม เพาเวอร์ (ABPIF) และกองทุนรวมโครงสร้างพื้นฐานโทรคมนาคม ทรูโกรท (TRUEIF)
ด้าน นางเกศรา มัญชุศรี กรรมการและผู้จัดการ ตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย (ตลท.) กล่าวว่า ตลท.เตรียมเข้าพบรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลังคนใหม่ โดยจะเสนอให้มีการผลักดันให้ตลาดทุนสามารถแข่งขันกับต่างประเทศ โดยจะผลักดันภาษีการควบรวมกิจการและภาษีของบริษัทจดทะเบียนที่จะเข้าไปลงทุนในต่างประเทศ
นายภากร ปีตธวัชชัย รองผู้จัดการ หัวหน้าสายงานวางแผนกลยุทธ์องค์กรและการเงิน ตลท. กล่าวว่า หากรัฐบาลไม่ต่ออายุกองทุนแอลทีเอฟ จะส่งผลกระทบทำให้ตลาดทุนไทยมีความมั่นคงน้อยลงและตลาดหุ้นไทยจะมีการเติบโตแบบไม่ยั่งยืน จากที่สัดส่วนการลงทุนของสถาบันจะลดลง ซึ่งจากข้อมูลปัจจุบันกองทุนที่มีการลงทุนในหุ้นซึ่งมูลค่าการลงทุนสูงสุดนั้นจะเป็นกองทุนแอลทีเอฟถึง 2.3 แสนล้านบาท กองทุนรวมหุ้นเพื่อการเลี้ยงชีพ(อาร์เอ็มเอฟ) ที่ลงทุนในหุ้นมูลค่าเพียง 6 หมื่นล้านบาท และเป็นกองทุนหุ้นมูลค่า 1.8 แสนล้านบาท
ทั้งนี้ จากการศึกษาของตลาดหลักทรัพย์ฯ พบว่าการที่นักลงทุนหน้าใหม่ที่ไม่มีความรู้การลงทุนในหุ้น หากเข้ามาลงทุนในกองทุนแอลทีเอฟก็จะมีการขยายการลงทุนในกองทุนหุ้นประเภทอื่นๆ มากขึ้น จากเริ่มมีความรู้ในการลงทุน และหากไม่มีการต่ออายุประโยชน์ทางภาษีกองทุนแอลทีเอฟ เชื่อว่าเม็ดเงินดังกล่าวจะต้องมีการเคลื่อนย้าย ซึ่งตอบไม่ได้ว่าจะย้ายลงทุนในตราสารใด ซึ่งอาจมีการลงทุนในตราสารหนี้ ฝากธนาคาร แต่ยังเชื่อว่าจะมีบางส่วนลงทุนในกองหุ้นอยู่
"กองทุน LTF นั้นมีส่วนช่วยทำให้ตลาดหุ้นไทยมีเสถียรภาพซึ่งเห็นได้ชัดในช่วงต้นปีที่ 56 ที่ฝรั่งมีการขายหุ้นไทยออกไป 3 หมื่นล้านบาท แต่มีกองทุนเข้ามาซื้อถึง 4 หมื่นล้านบาท ซึ่งหากกองทุน LTF หายไปจะทำให้ตลาดหุ้นไทยมีความมั่นคงน้อยลง จากที่มีนักลงทุนกลุ่มอื่นเข้ามาแม้จะทำให้ตลาดหุ้นไทยปรับตัวเพิ่มขึ้นได้ หรือร้อนแรง แต่ก็เป็นการปรับตัวเพิ่มขึ้นแบบไม่ยั่งยืน ซึ่งเราต้องมีการปลูกฝังให้มีการลงทุนระยะยาวมากขึ้น และ ลงทุนสม่ำเสมอแบบ LTF" ดร.ภากร กล่าว
สำหรับตลาดหลักทรัพย์ฯ ไม่เห็นด้วยกับเรื่องที่มีมองว่า LTF ช่วยคนรวย เพราะ ผู้ที่เข้ามาซื้อLTF นั้นส่วนใหญ่เป็นมนุษย์เงินเดือน ที่มีรายได้ปานกลาง และ เป็นนักลงทุนหน้าใหม่ ที่ยังไม่มีความรู้เกี่ยวกับการลงทุน รวมถึงเป็นบุคคลที่มีอายุ 40 ปี หวังลงทุนเพื่อการออมเพื่อวัยเกษียณ อย่างไรก็ตาม ตลาดหลักทรัพย์ฯ มีการหารือกับ ทาง ผู้จัดการกองทุนต่างๆ บริษัทประกัน บริษัทจดทะเบียน และ มีการจัดกิจกรรมต่างๆ เพื่อสนับสนุนให้มีการลงทุนในหุ้นมากขึ้น เช่น นักลงทุนหน้าใหม่ ตลาดหลักทรัพย์ฯ ก็ร่วมกับ ทาง บลจ.มีการจัดกิจกรรมตลาดนัดกองทุนรวมอย่างต่อเนื่องทุกปี ส่วนของ บจ.ก็หวังที่จะให้บจ.มีการเข้าร่วม โครงการสะสมหุ้นสำหรับพนักงาน (Employee Joint Investment Plan ) ให้มากขึ้น
นางภัทธีรา ดิลกรุ่งธีระภพ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัทหลักทรัพย์ ดีบีเอส วิคเคอร์ส (ประเทศไทย) ในฐานะนายกสมาคมบริษัทหลักทรัพย์ไทย กล่าวว่าแอลทีเอฟเป็นกองทุนที่ทำให้นักลงทุนมีการลงทุนในหุ้นในระยะยาวและมีการลงทุนสม่ำเสมอ ซึ่งหากรัฐบาลไม่ต่ออายุภาษีจะทำให้เสียโอกาสในการสนับสนุนให้ประชาชนเข้ามาลงทุนเพื่อการออมระยะยาวหรือการออมเพื่อวัยเกษียณ มากกว่าที่จะมองว่าขาดเม็ดเงินเข้ามาลงทุนในหุ้นเพื่อที่จะให้ตลาดหุ้นขาดเสถียรภาพ
“ประเทศไทยในระยะยาวจะมีผู้สูงอายุจำนวนมาก หากไม่มีกองทุนดังกล่าวจะทำให้ผลตอบแทนที่ได้จากการลงทุนในช่วงวัยเกษียณลดลง เพราะการลงทุนในตลาดหุ้นนั้นให้ผลตอบแทนที่สูงกว่าการลงทุนในประเภทอื่น” นางภัทธีรา กล่าว







