
กรุงศรีชี้‘หุ้นเล็ก’ร้อนเกิน
เตือนนักลงทุนระวังตลาดร่วงขาดทุนยับเลี่ยงออกกองลุยหุ้นกลางเล็กทั่วโลก
เตือนนักลงทุนระวังตลาดร่วงขาดทุนยับเลี่ยงออกกองลุยหุ้นกลางเล็กทั่วโลก
“ประภาส” ห่วงหุ้นเล็กร้อนแรงเกินไป เตือนระวังวูบ เลี่ยงออกกองซื้อหุ้นกลางเล็กทั่วโลกแทน
นายประภาส ตันพิบูลย์ศักดิ์ ประธานเจ้าหน้าที่การลงทุน บริษัทหลักทรัพย์จัดการกองทุน (บลจ.) กรุงศรี เปิดเผยว่า ตลาดหุ้นไทยขณะนี้มีกระแสการเก็งกำไรในหุ้นขนาดกลางและขนาดเล็กสูงมากจนน่าเป็นห่วง เพราะราคาหุ้นหลายตัวแพงเกินไปแล้ว โดยราคาต่อกำไร (พี/อี) บางตัวสูงถึง 70-100 เท่า จึงเตือนให้นักลงทุนเตรียมรับมือในจังหวะตลาดปรับตัวลดลง
“บรรยากาศการลงทุนเวลานี้เย้ายวนมากที่จะให้นักลงทุนเข้ามาลงทุนหุ้นขนาดเล็กถึงเล็กมาก ซึ่งการเข้ามาลงทุนแล้วอย่ามองแต่ขาขึ้น ต้องระวังขาลงด้วย เพราะหุ้น 1 บาทขึ้นไป 10 บาทได้ ก็ลงมาเหลือ 2 บาทได้เหมือนกัน เพราะหลังจากนี้ความเสี่ยงในตลาดหุ้นไทยจะสูงขึ้นเรื่อยๆ และมีโอกาสที่ตลาดจะพักตัว เนื่องจากในรอบนี้ตลาดหุ้นไทยปรับเพิ่มขึ้นต่อเนื่องมาตั้งแต่เดือน ก.พ. 2557 ขณะที่สถิติที่ผ่านมาหุ้นไทยไม่เคยบวกถึง 1-2 เดือนติดต่อกัน” นายประภาส กล่าว
นอกจากนี้ นายประภาส ยังประเมินว่าในปี 2558 หุ้นขนาดใหญ่จะให้ผลตอบแทนดีกว่าหุ้นขนาดกลางและขนาดเล็ก เนื่องจากเชื่อว่าเมื่อโครงการลงทุนต่างๆ ของภาครัฐเริ่มเดินหน้า เงินลงทุนจากต่างชาติจะเริ่มกลับมาลงทุน โดยเฉพาะกลุ่มธนาคาร พลังงาน และพัฒนาอสังหาริมทรัพย์
อย่างไรก็ตาม นายประภาส กล่าวว่า ที่ผ่านมา บลจ.กรุงศรี ศึกษาการออกกองทุนเพื่อลงทุนในหุ้นขนาดกลางและขนาดเล็กในตลาดหุ้นไทยมาระยะหนึ่งแล้ว เพราะในช่วงเวลาที่เศรษฐกิจอยู่ในขาขึ้น หุ้นขนาดกลางและขนาดเล็กจะให้ผลตอบแทนที่ดีกว่าหุ้นขนาดใหญ่ แต่ไม่ได้ออกกองทุน เนื่องจากระดับราคาหุ้นในกลุ่มนี้ปรับเพิ่มขึ้นมามากแล้ว
“แต่ถ้าในปีหน้าราคาหุ้นขนาดกลางและขนาดเล็กในตลาดหุ้นไทยปรับลดลงมาสัก 50% น่าจะเป็นจังหวะที่ดีที่จะออกกองทุน ดังนั้นเราจึงออกไปหาโอกาสการลงทุนหุ้นขนาดกลางและขนาดเล็กในตลาดโลกแทน โดยเน้นเรื่องความเสี่ยง เพราะหุ้นขนาดกลางและขนาดเล็กจะน่าเป็นห่วงตอนที่ตลาดเป็นขาลง” นายประภาส กล่าว
ทั้งนี้ บลจ.กรุงศรี เปิดขายกองทุนเปิดกรุงศรีโกลบอลสมอลมิดแคปอิควิตี้ปันผล (KFSMCAPD) ระหว่างวันที่ 10-17 ก.ย.นี้ โดยลงทุนผ่านกองทุน Franklin Global SmallMid Cap Growth
นายเอ็ดวิน ลูโก้ ประธานเจ้าหน้าที่การลงทุน กลุ่มตราสารทุน บริษัท แฟรงคลิน เทมเพิลตัน อินเวสเมนท์ กล่าวว่า มีนโยบายลงทุนหุ้นที่มีมูลค่าตลาดระหว่าง 100-8,000 ล้านเหรียญสหรัฐ ทั่วโลกเน้นไปที่ประเทศพัฒนาแล้ว โดยเลือกบริษัทที่มีกลยุทธ์ธุรกิจที่มีเสถียรภาพ มีความได้เปรียบในการแข่งขัน งบการเงินแข็งแกร่ง มีศักยภาพเติบโตสูง ในขณะที่จะซื้อในจังหวะที่ราคาหุ้นใกล้จุดต่ำสุด
“ในการลงทุนเรามีเป้าหมายผลตอบแทนปีละประมาณ 10% โดยมีระยะเวลาลงทุนประมาณ 6-10 ปี ซึ่งในปัจจุบันให้น้ำหนักลงทุนในหุ้นยุโรปประมาณ 47% เพราะราคายังถูกอยู่ ในขณะที่ลดน้ำหนักลงทุนในหุ้นสหรัฐและญี่ปุ่น เพราะราคาเริ่มแพงแล้ว นอกจากนี้เรายังกลับมาให้ความสนใจหุ้นในเอเชียแปซิฟิกอีกครั้ง หลังจากที่เศรษฐกิจชะลอตัว จึงถือเป็นโอกาสเข้าลงทุน เนื่องจากเรามักจะลงทุนในบริษัทที่ถูกมองข้ามในเวลาที่แย่ที่สุด สำหรับตลาดหุ้นไทย เราเคยสนใจลงทุนในปี 2540 แต่ตอนนี้แพงเกินไปแล้ว” นายเอ็ดวิน กล่าว







