posttoday
วิเคราะห์ปม "เอฟทีเอ" ความท้าทายไทยบนเวทีโลก

วิเคราะห์ปม "เอฟทีเอ" ความท้าทายไทยบนเวทีโลก

09 กันยายน 2557

ด้วยความที่กระแสเศรษฐกิจโลกเปลี่ยนทิศทางจากเดิมที่อยู่ในตลาดสหรัฐอเมริกาและสหภาพยุโรป (อียู)

โดย...ชลธิชา ภัทรสิริวรกุล

ด้วยความที่กระแสเศรษฐกิจโลกเปลี่ยนทิศทางจากเดิมที่อยู่ในตลาดสหรัฐอเมริกาและสหภาพยุโรป (อียู) หลั่งไหลเข้ามาสู่ภูมิภาคอาเซียน ความน่าสนใจนี้เองจึงเป็นทั้งโอกาสและความท้าทายของประเทศไทยในเวทีการค้าโลก

เรื่องนี้ ศุภัช ศุภชลาศัย นักวิชาการคณะเศรษฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ได้ฉายภาพให้เห็นว่า จริงๆ แล้วประเทศไทยมีความได้เปรียบจากกระแสเศรษฐกิจโลกที่ย้ายฝั่งมาเอเชียและอาเซียน เพราะอยู่กึ่งกลางของการพาดผ่าน

นอกจากนี้ ไทยยังมีความพร้อมในด้านต่างๆ มากกว่าประเทศเพื่อนบ้าน ทำให้คู่ค้าต่างประเทศที่สำคัญของไทยเวลานี้กลายเป็นจีนและอาเซียน จากเมื่อก่อนไทยจะทำการค้ากับสหรัฐอเมริกาและยุโรปมากกว่า

จากจุดนี้เองที่เป็นตัวสะท้อนปัญหาของไทยในเรื่องยุทธศาสตร์ความมั่นคงของประเทศ เพราะที่ผ่านมาไทยยังไม่มีความชัดเจนว่าจะกำหนดตำแหน่งประเทศตัวเองไว้ที่จุดใด และจะให้ความสำคัญกับตลาดไหนมากกว่ากัน ทั้งนี้มองว่าการเจรจาเขตการค้าเสรี(เอฟทีเอ) น่าจะเป็นตัวช่วยและเสริมขีดความสามารถการแข่งขันให้กับประเทศเมื่อเข้าสู่ประชาคมเศรษฐกิจอาเซียน (เออีซี) อย่างเต็มรูปแบบ

เนื่องจากต้องยอมรับว่าภาพรวมเศรษฐกิจของประเทศไทยในปี 2556 มีการเปิดประเทศสูงถึง 130% ของจีดีพี และมีโอกาสเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ ทั้งยังพึ่งพาการค้าบริการ แสดงให้เห็นถึงความอ่อนไหวของประเทศในระดับหนึ่งที่ยังคงต้องพึ่งพาต่างชาติอยู่

“ที่ผ่านมาไทยเล่นบทบาทวางตัวเป็นกลางมาตลอด เพราะยักษ์ใหญ่ทางเศรษฐกิจของโลกทั้งจีนและสหรัฐ ต่างต้องการแผ่ขยายอำนาจทางเศรษฐกิจของตัวเองเข้ามา ทำให้ไทยต้องแทงกั๊ก รักษาภาพคนกลางไว้ จนถึงวันนี้ก็ยังไม่มียุทธศาสตร์ที่ชัดเจนว่าจะเลือกเดินทางไหน หากยังนอนใจต่อไป ความน่าสนใจอาจถูกดึงไปเพื่อนบ้านแทนได้”

ศุภัช ขยายความเพิ่มเติมว่า อุปสรรคและความท้าทายของไทยเวลานี้อยู่ที่นโยบายภายในประเทศที่ไม่ชัดเจน โดยขณะนี้มีกรอบข้อตกลงเขตการค้าเสรี(เอฟทีเอ) ที่อยู่ระหว่างการพิจารณารอเจรจาถึง 6 ฉบับ ได้แก่ 1.ThailandEU FTA(เขตการค้าเสรีไทยสหภาพยุโรป) 2.EFTA(เขตการค้าเสรีไทยสมาคมการค้าเสรีแห่งยุโรป)

3.ASEANIndia FTA (เขตการค้าเสรีอาเซียนอินเดีย) 4.BIMSTEC (ความร่วมมือทางการค้าในอ่าวเบงกอล) 5.FTAAP (เขตการค้าเสรีระหว่างเอเชียกับสมาชิกเอเปก) และ 6.TPP (ความตกลงหุ้นส่วนยุทธศาสตร์ทางเศรษฐกิจภาคพื้นแปซิฟิก)

ทั้งนี้ จีนกำลังเดินหน้าศึกษาความเป็นไปได้ของ FTAAP ด้านสหรัฐก็กำลังเร่งผลักดันให้การเจรจา TPP กับ 12 ประเทศในภูมิภาคสำเร็จลุล่วง แต่ผลลัพธ์ที่เกิดขึ้น คือการเจรจากรอบการค้าเสรีทั้งสอง ฉบับนี้ก็ยังมีความล่าช้าอยู่มาก เนื่องจากรายละเอียดและความพร้อมของแต่ละประเทศยังแตกต่างกันอยู่มาก โดยเฉพาะเรื่องของการเปิดให้ต่างชาติเข้ามาถือหุ้นในกิจการต่างๆ ได้ในสัดส่วน 70%

“ความจริงการเปิดเสรีทั่วทั้งประเทศก็จะดีกว่า เพราะจะทำให้เกิดการแข่งขันที่เสรี และยังทำให้วัตถุดิบเคลื่อนไหลระหว่างกันได้ง่ายขึ้น แต่ในทางปฎิบัติก็ค่อนข้างเป็นเรื่องยากที่จะเปิดเสรีสินค้าได้หมดทุกตัว เพราะเป็นเรื่องอ่อนไหว โดยเฉพาะสินค้าเกษตร จึงบอกว่าไทยจำเป็นต้องรู้ตัวเองว่าต้องการอะไรแล้วก็เลือกที่จะทำเป็นรายตัวไป”

นอกจากนี้ ศุภัช ยังวิเคราะห์เพิ่มเติมว่าแม้อาเซียนจะกลายเป็นตลาดใหม่ที่เต็มไปด้วยโอกาสของไทย และดูเหมือนว่าทั่วโลกจะหันไปให้ความสำคัญมากขึ้น แต่ไทยก็ยังต้องไม่ลืมตลาดจีนและสหรัฐ เพราะทั้งสองตลาดนี้ยังเป็นตลาดและคู่ค้าหลักของไทย และยังเป็นตลาดที่จะมีบทบาทสำคัญต่อไทยในอนาคต

ปัจจุบันไทยยังอยู่ในสถานะ “รอเจรจา” ในหลายกรอบความร่วมมือ เช่น TPP ไทยยังไม่ได้เข้าไปมีส่วนร่วมในการเจรจาเลย ขณะที่กรอบการค้าเสรี (เอฟทีเอ) เป็นเรื่องที่ไทยคงเลี่ยงไม่ได้ในยุคที่การค้าเสรีเช่นนี้ จึงต้องชั่งน้ำหนักให้ดีว่าจะเลือกให้น้ำหนักกรอบไหน และกรอบใดที่ให้ประโยชน์มากที่สุด และเสียเปรียบต่อประเทศน้อยที่สุด

ข่าวล่าสุด

จากพลังงานสู่พลังชุมชน ปตท. ปั้น 44 “ช่างชุมชน” รุ่นที่ 12 ต่อยอดพลังงานสะอาดให้ตอบโจทย์พื้นที่

จากพลังงานสู่พลังชุมชน ปตท. ปั้น 44 “ช่างชุมชน” รุ่นที่ 12 ต่อยอดพลังงานสะอาดให้ตอบโจทย์พื้นที่