
เพิ่มจำนวนผู้เสียภาษี เพื่อเพิ่มรายได้โจทย์แรกของการปฏิรูปภาษี (1)
ผมได้อ่านบทความในหนังสือพิมพ์กรุงเทพธุรกิจที่นำประเด็นเรื่องการปรับปรุงภาษี ในรายการคืนความสุขให้คนในชาติ โดย พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา ในฐานะนายกรัฐมนตรี เมื่อวันที่ 5 ก.ย.ที่ผ่านมา ก็รู้สึกมีความหวังว่าการปฏิรูปภาษีอาจจะสามารถทำได้ในรัฐบาลชุดนี้ เพราะท่านได้บอกโจทย์ที่สำคัญว่าจะทำอย่างไร ที่จะมีการปรับปรุงภาษีเพื่อให้คนไทยทุกคนเข้าอยู่ในระบบภาษีเพิ่มขึ้นเป็น 70-80% จากปัจจุบัน และสร้างความเป็นธรรมในระบบภาษี ใครมีรายได้มากก็ต้องเสียภาษีมาก และการขจัดความซ้ำซ้อนและสร้างความโปร่งใส
ผมได้อ่านบทความในหนังสือพิมพ์กรุงเทพธุรกิจที่นำประเด็นเรื่องการปรับปรุงภาษี ในรายการคืนความสุขให้คนในชาติ โดย พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา ในฐานะนายกรัฐมนตรี เมื่อวันที่ 5 ก.ย.ที่ผ่านมา ก็รู้สึกมีความหวังว่าการปฏิรูปภาษีอาจจะสามารถทำได้ในรัฐบาลชุดนี้ เพราะท่านได้บอกโจทย์ที่สำคัญว่าจะทำอย่างไร ที่จะมีการปรับปรุงภาษีเพื่อให้คนไทยทุกคนเข้าอยู่ในระบบภาษีเพิ่มขึ้นเป็น 70-80% จากปัจจุบัน และสร้างความเป็นธรรมในระบบภาษี ใครมีรายได้มากก็ต้องเสียภาษีมาก และการขจัดความซ้ำซ้อนและสร้างความโปร่งใส
ในฐานะที่ผมได้เขียนและพูดเรื่องการปฏิรูปภาษีมาเป็นเวลานาน แต่พบว่าตลอดเวลาที่ผ่านมาบรรดารัฐบาลและพรรคการเมืองต่างก็ไม่ได้ให้ความสนใจอย่างจริงจังในเรื่องการปฏิรูปภาษี เพราะการปฏิรูปภาษีย่อมกระทบฐานเสียงอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ โดยเฉพาะรัฐบาลในแต่ละยุคมีแต่การเสนอจะแก้ไขเป็นประเด็นภาษีแบบปะผุตามนโยบายเฉพาะกิจของรัฐบาลแม้แต่รัฐบาลปัจจุบัน เรื่องค่าลดหย่อนภาษีท่องเที่ยวที่มีผู้เสนอกรมสรรพากรก็เสนอตามข้อเสนอ นอกจากนี้กรมสรรพากรเองก็มุ่งเก็บภาษีกับผู้อยู่ในระบบภาษีในเรื่องเบี้ยปรับจากไม่อนุญาตเสียเบี้ยปรับ ไม่ว่าจะเป็นกรณีเฉพาะการออกหนังสือให้ผู้เสียภาษีที่ประเมินภาษีกลางปีผิดพลาด ต่ำกว่า 25% ในช่วง 2-3 ปี ที่ผ่านมาให้เสียโดยไม่ได้คำนึงถึงข้อเท็จจริงในความเปลี่ยนแปลง ไม่ว่าน้ำท่วม ความไม่สงบทางการเมือง แต่ต้องให้ผู้เสียภาษีต้องเสียเวลาชี้แจงเหตุผล บางรายไม่อยากเสียเวลาก็ยอมจ่ายอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้
ปัจจุบันผมจึงไม่เห็นนโยบายใดๆ ที่ชัดเจนของกรมสรรพากรที่จะทำอย่างไรจะเพิ่มจำนวนผู้เสียภาษีขึ้นมาอย่างเป็นรูปธรรม นอกเหนือจากข่าวภาษีมรดกและภาษีการให้ที่ออกข่าวว่าจะมีการจัดเก็บ
ผมจึงเห็นว่ากระทรวงการคลังและกรมสรรพากรควรหามาตรการการเพิ่มจำนวนผู้เสียภาษีของภาษีเงินได้ ทั้งบุคคลธรรมดา นิติบุคคล ให้เข้ามาอยู่ในระบบภาษีได้อย่างไรด้วยความสมัครใจ ไม่ใช่การข่มขู่และบังคับ นอกเหนือจากกฎหมายภาษีใหม่ๆ โดยพิจารณาเป็นโจทย์ที่สำคัญข้อหนึ่งของการปฏิรูปภาษี
ผมได้พูดมานานว่าประเทศไทยได้มีการศึกษาเรื่องการปฏิรูปภาษีมานาน และมีหน่วยงานทั้งภาครัฐ ภาควิชาการ และภาคเอกชนที่ศึกษาและมีข้อเสนอมากมาย เวลานี้เราไม่ต้องเสียเวลาไปศึกษาอีกแล้ว เพียงแต่หากรัฐบาลควรจัดตั้งคณะกรรมการหรือองค์การปฏิรูปภาษี เพื่อนำผลการศึกษามาพิจารณาคัดเลือกงานวิจัยหรือข้อเสนอที่ดีที่สุดมาพิจารณาคัดเลือกเพื่อจัดทำร่างกฎหมายเสนอรัฐบาลหรือสภานิติบัญญัติแห่งชาติและสภาปฏิรูป โดยกำหนดเวลาให้แล้วเสร็จไม่เกิน 68 เดือน โดยรัฐบาลต้องจัดสรรงบประมาณและบุคลากรให้ทำงานปฏิรูปภาษีอย่างเต็มที่ การเตรียมการเรื่องนี้ควรต้องเป็นการทำงานและรับฟังความคิดเห็นจากทุกภาคส่วน ไม่ใช่บทบาทของภาครัฐแต่อย่างเดียว การมีส่วนร่วมของเอกชนไม่ว่าภาคธุรกิจ การศึกษา ภาคประชาชน มีความจำเป็นอย่างยิ่งและต้องมั่นใจว่าผู้เสนอกฎหมายใดต้องไม่มีผลประโยชน์ทับซ้อน ไม่ว่าจะเป็นภาครัฐหรือเอกชนเอง
สำหรับประเด็นเรื่องการเพิ่มจำนวนผู้เสียภาษีทั้งบุคคลธรรมดาและนิติบุคคลนั้น คงต้องมาพิจารณาว่าสาเหตุเกิดจากอะไร เพื่อจะได้แก้ไขให้ตรงประเด็น ผมมีความเห็นส่วนตัวที่เกิดจากประสบการณ์ของผมเอง ซึ่งผมอาจขาดข้อมูลทางวิชาการสนับสนุนความเห็นเกี่ยวกับว่าทำไมคนไทยจึงอยู่นอกระบบภาษีเป็นจำนวนมากหรือเสียภาษีน้อยลงกว่าที่ควรเป็น
(อ่านต่อฉบับหน้า)







