posttoday
ภาษีมรดก

ภาษีมรดก

03 กันยายน 2557

การจัดเก็บภาษีมรดกเป็นเรื่องที่หลายรัฐบาลได้มีการศึกษาว่าควรจะจัดเก็บหรือไม่ และจะจัดเก็บอย่างไร เพราะที่ผ่านมามีทั้งฝ่ายสนับสนุนและฝ่ายที่คัดค้าน ฝ่ายที่สนับสนุนให้เหตุผลว่าบุคคลที่ใช้ทรัพยากรภายในประเทศก็ควรที่จะเสียภาษีให้แก่รัฐบาล มรดกที่ผู้รับได้รับจากผู้ตายก็ควรเสียภาษีให้แก่รัฐบาล ส่วนฝ่ายที่คัดค้านให้เหตุผลว่าก่อนที่ผู้ตายจะเสียชีวิต ทรัพย์สินที่เป็นมรดกทิ้งไว้ให้แก่ลูกหลานได้เสียภาษีให้แก่รัฐบาลแล้ว เมื่อผู้รับได้รับมรดกจากผู้ตายไม่ควรที่จะเสียภาษีอีกแล้ว

การจัดเก็บภาษีมรดกเป็นเรื่องที่หลายรัฐบาลได้มีการศึกษาว่าควรจะจัดเก็บหรือไม่ และจะจัดเก็บอย่างไร เพราะที่ผ่านมามีทั้งฝ่ายสนับสนุนและฝ่ายที่คัดค้าน ฝ่ายที่สนับสนุนให้เหตุผลว่าบุคคลที่ใช้ทรัพยากรภายในประเทศก็ควรที่จะเสียภาษีให้แก่รัฐบาล มรดกที่ผู้รับได้รับจากผู้ตายก็ควรเสียภาษีให้แก่รัฐบาล ส่วนฝ่ายที่คัดค้านให้เหตุผลว่าก่อนที่ผู้ตายจะเสียชีวิต ทรัพย์สินที่เป็นมรดกทิ้งไว้ให้แก่ลูกหลานได้เสียภาษีให้แก่รัฐบาลแล้ว เมื่อผู้รับได้รับมรดกจากผู้ตายไม่ควรที่จะเสียภาษีอีกแล้ว

ล่าสุดเมื่อเดือน ก.ค. พ.ศ. 2557 กรมสรรพากรและสำนักงานเศรษฐกิจการคลัง (สศค.) ได้เสนอร่าง “พระราชบัญญัติภาษีการรับมรดกและภาษีการรับให้” ซึ่งเรียกกันให้กระชับว่า “ภาษีมรดก” ให้สำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกาพิจารณาเพื่อความชัดเจน และเสนอให้สภานิติบัญญัติแห่งชาติพิจารณาออกเป็นกฎหมาย ซึ่งคาดการณ์กันว่าจะมีผลใช้บังคับในปี พ.ศ. 2558

การออกกฎหมายภาษีมรดกมีการพิจารณาถึง (1) ควรจัดเก็บภาษีจากผู้ที่ได้รับมรดก (2) อัตราที่เก็บควรเป็นอัตราเดียวเพื่อจะได้ไม่ยุ่งยาก คือ ร้อยละ 10 (3) มรดกที่ถูกเก็บภาษีต้องเป็นสินทรัพย์ที่มีการขึ้นทะเบียนไว้เป็นหลักฐาน เช่น บ้าน ที่ดิน รถยนต์ หุ้น เงินฝากหรือพันธบัตร เพราะทรัพย์สินเหล่านี้สามารถตีเป็นราคาปัจจุบันได้ สำหรับอัญมณี พระเครื่อง เครื่องลายคราม จะไม่มีการจัดเก็บ เพราะเป็นทรัพย์สินที่เปลี่ยนมือได้ง่าย ตรวจสอบความเป็นเจ้าของที่แท้จริงได้ยาก (4) กลุ่มที่ต้องดูแลเพื่อไม่ให้เกิดผลกระทบ คือ ผู้มีรายได้น้อย จึงมีการเสนอให้จัดเก็บเฉพาะมรดกเกิน 50 ล้านบาทขึ้นไป

สำหรับภาษีการรับให้จะมีการจัดเก็บจากทรัพย์สินที่ผู้ตายได้โอนให้ผู้รับมรดกในช่วง 2 ปีก่อนตาย โดยมีการเสนออัตราและประเภททรัพย์สินเช่นเดียวกับภาษีมรดก

การจัดเก็บภาษีมรดกมีวัตถุประสงค์เพื่อความยุติธรรมในระบบภาษี คนทำงานมีรายได้ต้องเสียภาษีให้แก่รัฐบาล แต่ผู้ที่รับมรดกได้รับมรดกมาโดยไม่ต้องทำงาน ควรที่จะเสียภาษีให้แก่รัฐบาลเช่นกัน จึงต้องมีการจัดเก็บภาษีมรดกเพื่อสร้างมาตรฐานที่เป็นธรรมให้กับผู้เสียภาษีรายอื่น

หลายประเทศในยุโรป ประเทศสหรัฐอเมริกา เกาหลีใต้ มีการจัดเก็บภาษีมรดกในอัตราที่ค่อนข้างสูง เพราะเกรงว่าคนมีรายได้สูงจะมุ่งแต่เก็บสะสมทรัพย์สินไว้ โดยไม่มีการนำทรัพย์สินเหล่านั้นออกมาใช้ เพื่อก่อให้เกิดประโยชน์ต่อระบบเศรษฐกิจของประเทศ ประเทศญี่ปุ่นมีการจัดเก็บภาษีมรดกจากผู้รับมรดกในอัตราสูงถึงร้อยละ 50 ทำให้คนชราในญี่ปุ่นเก็บสะสมเงินน้อยลง และกลายเป็นกลุ่มที่มีกำลังซื้อ ทำให้มีเงินเข้ามาหมุนเวียนในระบบเศรษฐกิจมากขึ้น

การเก็บภาษีมรดกอาจทำให้บรรดาผู้มีอันจะกินต้องจัดการทรัพย์สินที่มีมูลค่าต่างๆ ในขณะที่ตนมีชีวิตอยู่ ซึ่งจะเป็นการกระจายทรัพย์สินให้ได้แก่บุคคลอื่น เพื่อที่จะได้ใช้สอยให้เกิดประโยชน์ ดีกว่าที่จะเก็บไว้คนเดียว นอกจากนี้ เศรษฐีบางคนอาจมองว่าการเก็บทรัพย์สินทั้งหมดไว้ที่ตนเอง ทายาทอาจจะไม่มีเงินเสียภาษีจึงต้องรีบกระจายทรัพย์สิน เพื่อที่จะไม่ได้สร้างภาระให้แก่ทายาทที่ต้องนำเงินมาเสียภาษี ทั้งยังช่วยลดปัญหาของการเป็นเจ้าของอสังหาริมทรัพย์จำนวนมากไว้ที่คนคนเดียว มีเศรษฐีบางคนที่เป็นเจ้าของที่ดินจำนวนนับพันๆ ไร่ หากมองเป็นนัยๆ ก็เป็นการสร้างเสริมบารมีในทางอ้อม และการเป็นเจ้าของที่ดินแปลงใหญ่จำนวนมากโดยทิ้งไว้เฉยๆ ถือว่าเป็นการปิดกั้นแรงงาน และการใช้ที่ดินเพื่อสร้างผลผลิตโดยไม่มีการต่อยอดแต่อย่างใด

อย่างไรก็ตาม หากมรดกมีมูลค่าตามเกณฑ์ที่ต้องชำระภาษี เช่น เป็นที่ดินราคา 100 ล้านบาท จะต้องเสียภาษีมรดกถึง 10 ล้านบาท แต่หากทายาทไม่มีเงินสดทำให้ต้องขายที่ดินแปลงนั้นเพื่อนำเงินมาเสียภาษี 10 ล้านบาท ซึ่งกฎหมายนี้ยังไม่มีความชัดเจนในเรื่องการเสียภาษีที่ล่าช้า เพราะต้องรอขายทรัพย์สินว่าให้ก่อนจึงจะมีเงินเสียภาษีมรดกจะได้รับการยกเว้นผ่อนผัน หรือจะต้องเสียค่าปรับเงินเพิ่มจากการชำระภาษีมรดกล่าช้า

กรมสรรพากรและ สศค.ควรพิจารณาปัญหาให้รอบด้าน และไม่สร้างภาระให้แก่ประชาชนจนเกินสมควร

ข่าวล่าสุด

แฮกเกอร์เจาะระบบตู้เย็นซูเปอร์มาร์เก็ตยุโรป เสียหาย 10 ล้านยูโร

แฮกเกอร์เจาะระบบตู้เย็นซูเปอร์มาร์เก็ตยุโรป เสียหาย 10 ล้านยูโร