
The new MINI สปอร์ตคันเล็ก เพื่อเธอ
นับเป็นเจเนอเรชั่นที่ 3 ของ MINI ภายใต้ชายคาบีเอ็มดับเบิลยู ซึ่งกว่า 10 ปีหลังการเปิดตัวเจเนอเรชั่น 1 ในปี 2001 MINI ยังคงยึดมั่นกับแนวทางของตัวเองอย่างชัดเจน และยังสืบทอดมาสู่ The new MINI ในเจน 3 ภายใต้แนวคิด The new Original ที่ยังคงความเป็นสปอร์ตคันเล็ก ที่มีดีไซน์เฉพาะตัว และอารมณ์การขับขี่ในแบบ Go kart feeling ซึ่งถือเป็นรากเหง้าของ MINI มาตั้งแต่ยุคเริ่มต้นในปี 1959 แต่ในเจน 3 ได้เพิ่มเติมความสดใหม่ลงไปในตัว The new MINI เป็นการเพิ่มทางเลือกในการขับขี่ให้สอดรับกับกลุ่มเป้าหมายที่ขยายตัวกว้างขึ้น
นับเป็นเจเนอเรชั่นที่ 3 ของ MINI ภายใต้ชายคาบีเอ็มดับเบิลยู ซึ่งกว่า 10 ปีหลังการเปิดตัวเจเนอเรชั่น 1 ในปี 2001 MINI ยังคงยึดมั่นกับแนวทางของตัวเองอย่างชัดเจน และยังสืบทอดมาสู่ The new MINI ในเจน 3 ภายใต้แนวคิด The new Original ที่ยังคงความเป็นสปอร์ตคันเล็ก ที่มีดีไซน์เฉพาะตัว และอารมณ์การขับขี่ในแบบ Go kart feeling ซึ่งถือเป็นรากเหง้าของ MINI มาตั้งแต่ยุคเริ่มต้นในปี 1959 แต่ในเจน 3 ได้เพิ่มเติมความสดใหม่ลงไปในตัว The new MINI เป็นการเพิ่มทางเลือกในการขับขี่ให้สอดรับกับกลุ่มเป้าหมายที่ขยายตัวกว้างขึ้น
คาดหมายกันว่า The new MINI จะช่วยผลักดันให้ยอดขาย MINI เติบโตยิ่งขึ้นไปอีกจากตัวโปรดักต์ใหม่ที่จะช่วยฐานลูกค้าได้เพิ่มขึ้น ซึ่ง แมทธิอัส พฟาลซ์ ประธาน บีเอ็มดับเบิลยู กรุ๊ป ประเทศไทย ก็มองว่า นอกจากกลุ่มลูกค้าที่เป็นแฟนพันธุ์แท้ หรือกลุ่มที่เป็น Pure MINI แล้ว The new MINI น่าจะเพิ่มลูกค้าในกลุ่มผู้หญิงและกลุ่มคนสูงอายุที่ครั้งหนึ่งเคยอยากมี MINI ไว้ในครอบครองได้อีก แต่ยังยืนยันว่าการทำตลาดของ The new MINI จะยังคงไว้ซึ่งความเฉพาะตัวของ MINI เป็นจุดขายหลักอย่างเหนียวแน่น
เอาล่ะ มาดูกันหน่อยว่า The new MINI ในคอนเซ็ปต์ From the Original to the new Original มีอะไรที่เปลี่ยนไปจากเดิม
The new MINI เปิดตัวมาด้วยกัน 3 รุ่น ได้แก่ MINI Cooper ตัวเล็กสุด MINI Cooper D เครื่องยนต์ดีเซล และ MINI Cooper S ตัวท็อปสุด พร้อมกับเครื่องยนต์ใหม่ล่าสุด ด้วยเทคโนโลยี MINI TwinPower Turbo สามารถรีดกำลังได้เพิ่มขึ้น แต่สามารถลดการปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์และลดการสิ้นเปลืองพลังงานลงได้กว่า 27%
ที่ต้องพูดถึงคือ การนำเครื่องยนต์ 3 สูบ ขนาด 1.5 ลิตร มาใช้เป็นครั้งแรกในรุ่น MINI Cooper และ MINI Cooper D โดยรุ่น MINI Cooper ที่มีพลังขับเคลื่อน 100 กิโลวัตต์/136 แรงม้า ให้แรงบิดสูงสุดที่ 220 นิวตันเมตร ที่รอบเครื่องยนต์ 1,250 รอบ/นาที และสามารถเพิ่มขีดจำกัดสูงถึง 230 นิวตันเมตร เมื่อเปิดใช้ฟังก์ชั่นโอเวอร์บูสต์ อัตราเร่ง 0100 กิโลเมตร/ชั่วโมง ที่ 7.8 วินาที ความเร็วสูงสุด 210 กิโลเมตร/ชั่วโมง อัตราสิ้นเปลืองน้ำมันเชื้อเพลิงเฉลี่ย 20.8 กิโลเมตร/ลิตร ระดับการปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์อยู่ที่ 112-109 กรัม/กิโลเมตร ราคา 2.19 ล้านบาท
ส่วน MINI Cooper S ให้พลังขับเคลื่อนถึง 141 กิโลวัตต์/192 แรงม้า สำหรับเครื่องยนต์ 4 สูบ ขนาด 2 ลิตร ที่สร้างแรงบิดสูงกว่า 280 นิวตันเมตร ที่รอบของเครื่องยนต์เท่ากัน และเพิ่มแรงบิดสูงสุดเป็น 300 นิวตันเมตร ด้วยโอเวอร์บูสต์ อัตราเร่ง 0-100 กิโลเมตร/ชั่วโมง ที่ 6.7 วินาที ความเร็วสูงสุด 233 กิโลเมตร/ชั่วโมง อัตราสิ้นเปลืองน้ำมันเชื้อเพลิงเฉลี่ย 18.5 กิโลเมตร/ลิตร ระดับการปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์อยู่ที่ 125-122 กรัม/กิโลเมตร ราคา 2.84 ล้านบาท
ขณะที่เครื่องยนต์ดีเซลในรุ่น MINI Cooper D ก็เป็นเครื่องยนต์ 3 สูบ ขนาด 1.5 ลิตร ที่มีพลังขับเคลื่อน 85 กิโลวัตต์/116 แรงม้า ให้แรงบิดสูงสุดที่ 270 นิวตันเมตร ที่รอบเครื่องยนต์ 1,750 รอบ/นาที อัตราเร่ง 0-100 กิโลเมตร/ชั่วโมง ที่ 9.2 วินาที ความเร็วสูงสุด 204 กิโลเมตร/ชั่วโมง อัตราสิ้นเปลืองน้ำมันเชื้อเพลิงเฉลี่ย 26.3 กิโลเมตร/ลิตร ระดับการปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์อยู่ที่ 9998 กรัม/กิโลเมตร ราคา 2.44 ล้านบาท
ส่วนรูปโฉมภายนอกที่ยังคงรูปแบบเฉพาะของ MINI แต่มีตัวที่ใหญ่ขึ้นเล็กๆ จากขนาดที่เพิ่ม ทั้งความยาวตัวรถที่เพิ่มขึ้น 98 มิลลิเมตร ความกว้างเพิ่มขึ้น 44 มิลลิเมตร และสูงขึ้น 7 มิลลิเมตร ความยาวฐานล้อเพิ่มขึ้น 28 มิลลิเมตร ความกว้างช่วงล้อด้านหน้าเพิ่มขึ้น 42 มิลลิเมตร และด้านหลัง 34 มิลลิเมตร เมื่อเปรียบเทียบกับรุ่นก่อนหน้านี้ ช่องเก็บสัมภาระที่กระโปรงหลังเพิ่มความจุมากขึ้น 51 ลิตร รวมเป็น 211 ลิตร
ขณะที่ดีไซน์ภายในด้วยการออกแบบในแนวร่วมสมัยที่ยังกลิ่นอายของความเป็น MINI ที่โดดเด่น และที่มีการออกแบบใหม่ล่าสุดก็คือ หน้าจอแสดงผลและคอนเซ็ปต์การทำงานรูปแบบใหม่ บนแผงหน้าปัดบริเวณแกนพวงมาลัย ด้วยหน้าปัดดีไซน์วงกลมสไตล์มินิแสดงผลความเร็ว อัตราเร่ง และปริมาณน้ำมัน โดยหน้าปัดวัดความเร็วแสดงผลในรูปแบบสี ซึ่งบอกสถานะของเครื่องยนต์ได้อีกด้วยสาระความบันเทิง และการเชื่อมต่อ MINI Connected
มาถึงการขับขี่จากที่ได้สัมผัสกับเจ้า MINI Cooper S ซึ่งเป็นตัวท็อปสุดของ MINI เจน 3 ต้องยอมรับเลยว่า เจ้าสปอร์ตคันเล็กตัวนี้ ยังคงความดุดันในสไตล์ Go kart feeling ในยามที่ปรับ Mode ขับขี่เป็นแบบสปอร์ต ช่วงล่างยังคงเอกลักษณ์ความหนึบ แน่น และกระด้างในแบบสปอร์ต กำลังแรงม้าล้นเหลือในจังหวะเร่งแซงไม่มีปัญหา สามารถเรียกใช้ได้อย่างทันอกทันใจ ด้วยช่วงล่างที่แน่นหนึบทำให้จังหวะการเข้าโค้งทำได้อย่างมั่นใจหายห่วงในทุกสปีดในการขับขี่บนท้องถนนปกติ
จุดเด่นของ The new MINI เจนฯ นี้ คือ การปรับช่วงล่างให้นุ่มนวลขึ้น แตกต่างจาก 2 เจนฯ ที่ผ่านมาที่ยังคงความเป็น Go kart feeling เต็มรูปแบบ แต่สำหรับ The new MINI เพิ่มทางเลือกให้กว้างขึ้นในการขับขี่แบบ Mid Mode ซึ่งเหมาะกับการใช้งานในชีวิตประจำวันมากยิ่งขึ้น โดยเฉพาะกับสาวๆ ผู้หลงใหลใน MINI ที่ต้องการความนิ่มนวลในการขับขี่ แต่ถ้ายังต้องการความเป็น MINI ขนานแท้ ก็ยังสามารถทำได้ด้วยการกลับไปที่ Sport Mode MINI ต้นฉบับจะกลับคืนมาในทันที
นอกจากนี้ใน MINI Cooper S ยังมีฟังก์ชั่นไดนามิกแดมเปอร์คอนโทรล หรือระบบปรับความนุ่มนวลของโช้กอัพอัตโนมัติเป็นครั้งแรก โดยเลือกปรับความนุ่มนวลขณะขับได้ 2 สไตล์ โดยเลือกการตั้งค่าที่เหมาะสมตามความชอบและสไตล์การขับขี่ ที่เพิ่มทางเลือกในการขับขี่ได้มากขึ้น ขณะที่อัตราความสิ้นเปลืองจากการทดสอบจาก กทม.ชะอำ ชนิดจัดเต็มๆ อัตราสิ้นเปลืองอยู่ที่ 12-13 กิโลเมตร/ลิตร ก็ถือว่ายังอยู่ในระดับที่พอใช้ได้
คงต้องบอกว่า The new MINI จัดเป็นรถอีกรุ่นที่น่าใช้รุ่นหนึ่ง โดยเฉพาะกับสาวกพันธุ์แท้ของ MINI แต่ถ้าถามว่า The new MINI รุ่นไหนคุ้มค่าตัวสำหรับการขับขี่ในชีวิตประจำวันที่สุด ก็ต้องชี้ไปที่ MINI Cooper สนนราคา 2.19 ล้านบาท เหมาะสมด้วยประการทั้งปวง







