
มุมมองตลาดหุ้นในเดือนกันยายน
แม้ว่า SET Index สิ้นเดือน ส.ค.จะยังคงปรับตัวขึ้นติดต่อกันเป็นเดือนที่ 7 และทำสถิติสูงสุดในรอบ 15 เดือน แต่เชื่อว่าดัชนีจะยังคงเดินหน้าได้ต่อ จากปัจจัยหนุนทั้งการฟื้นตัวของเศรษฐกิจในประเทศและสภาพคล่องในระบบการเงินโลกที่มีอยู่สูง แม้ว่า QE ของธนาคารกลางสหรัฐ (เฟด) กำลังจะสิ้นสุดลงในเดือน ต.ค.นี้ก็ตาม เพียงแต่ในระยะ
แม้ว่า SET Index สิ้นเดือน ส.ค.จะยังคงปรับตัวขึ้นติดต่อกันเป็นเดือนที่ 7 และทำสถิติสูงสุดในรอบ 15 เดือน แต่เชื่อว่าดัชนีจะยังคงเดินหน้าได้ต่อ จากปัจจัยหนุนทั้งการฟื้นตัวของเศรษฐกิจในประเทศและสภาพคล่องในระบบการเงินโลกที่มีอยู่สูง แม้ว่า QE ของธนาคารกลางสหรัฐ (เฟด) กำลังจะสิ้นสุดลงในเดือน ต.ค.นี้ก็ตาม เพียงแต่ในระยะ
12 เดือนข้างหน้า กระแสเงินทุนจากต่างชาติอาจชะลอการไหลเข้าเพื่อรอดูเฟดส่งสัญญาณทิศทางอัตราดอกเบี้ยนโยบายว่าจะเริ่มปรับขึ้นเมื่อใด สำหรับการฟื้นตัวของเศรษฐกิจไทยจากนี้ไป แรงขับเคลื่อนในประเทศโดยเฉพาะการลงทุนและการบริโภคจะช่วยหนุนการฟื้นตัวมากกว่าการส่งออก แต่การฟื้นตัวจะเป็นไปอย่างช้าๆ ไม่ใช่ V shape สำหรับสถิติในช่วง 5 ปีที่ผ่านมา ตลาดหุ้นเดือน ก.ย.ให้ผลตอบแทนเป็นบวกเฉลี่ย 2.6% จากเดือนก่อนหน้า (MM) เรายังคงมองภาพตลาดในระยะกลางยาวสดใส การปรับฐานของตลาดจะเป็นโอกาสดีในการทยอยสะสมหุ้น
สถิติชี้ว่าเดือน ก.ย.ตลาดหุ้นให้ผลตอบแทนเป็นบวก
สถิติในรอบ 10 ปีที่ผ่านมา ตลาดหุ้นไทยเดือน ก.ย.ให้ผลตอบแทนเป็นบวกเฉลี่ย 1% MM โดยใน 10 ปี มีเพียง 3 ปีที่ให้ผลตอบแทนเป็นลบ และโดยเฉพาะในช่วง 5 ปีที่ผ่านมานับตั้งแต่หลังวิกฤตการเงินโลก ตลาดหุ้นเดือน ก.ย.บวกทุกปี (เฉลี่ย +2.6% MM) ยกเว้นปี 2554 ที่ลงแรงถึง 14% MM จากความกังวลเรื่องหนี้ของกลุ่มยูโรโซนและกลัวว่ากรีซจะผิดนัดชำระหนี้ ขณะที่กระแสเงินทุนของต่างชาติในเดือน ก.ย.ซื้อสุทธิเฉลี่ยประมาณ 1 หมื่นล้านบาท และซื้อน้อยลงในเดือน ต.ค. ก่อนจะขายค่อนข้างหนักใน 2 เดือนสุดท้ายของปีเพื่อเตรียมหยุดยาวปลายปี
ก.ย.ปีนี้ไม่หวัง Fund flow จากต่างชาติ จับตาประชุม Fed, ECB
เป็นที่คาดการณ์ทั่วไปว่าเฟดจะสิ้นสุด QE ในเดือน ต.ค.นี้ (ปัจจุบันขนาดการซื้อสินทรัพย์เหลืออยู่เดือนละ 2.5 หมื่นล้านเหรียญสหรัฐ) ตลาดจึงให้ความสำคัญอย่างมากต่อการประชุมในวันที่ 17-18 ก.ย.นี้ เพื่อรอดูสัญญาณการปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยหรือ Exit Strategy ปัจจัยดังกล่าวน่าจะชะลอการเคลื่อนย้ายกระแสเงินทุนในระยะ 1-2 เดือนนี้ อันที่จริงการซื้อของนักลงทุนต่างชาติในตลาดหุ้น ตลาดฟิวเจอร์ส และพันธบัตรของไทยได้เริ่มชะลอลงตั้งแต่ปลายเดือน ส.ค.ที่ผ่านมาแล้ว พร้อมๆ กับการแข็งค่าอย่างต่อเนื่องของค่าเงินดอลลาร์ และการปรับลดลงของอัตราผลตอบแทนพันธบัตรรัฐบาลสหรัฐอายุ 10 ปี (จาก 2.5578% ต้นเดือน ส.ค. เหลือ 2.373% ปลายเดือน) สะท้อนมุมมองที่ระมัดระวังมากขึ้นในการลงทุนในสินทรัพย์เสี่ยง
แม้ว่าการไหลเข้าของ Fund flow จากต่างชาติอาจชะลอในระยะนี้ แต่ไม่ได้เป็นปัจจัยจำกัดการปรับขึ้นของตลาดหุ้น เพราะสภาพคล่องในระบบการเงินโลกยังมีอยู่มาก และยังมีโอกาสค่อนข้างสูงจะได้เห็น ECB มีมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจเพิ่มเติมเพราะอัตราเงินเฟ้อที่อยู่ในระดับต่ำ
เศรษฐกิจในประเทศฟื้นตัวอย่างช้าๆ ไม่ใช่ V shape
เรามองการฟื้นตัวของเศรษฐกิจจะสดใสในระยะข้างหน้า แต่การฟื้นตัวจะค่อยเป็นค่อยไป ไม่ใช่ V shape เพราะหนี้ครัวเรือนที่ยังอยู่ในระดับสูงอาจยังจำกัดการจับจ่ายใช้สอยต่อไปอีกระยะ โดยเฉพาะผู้บริโภคระดับรากหญ้า ซึ่งทำให้หุ้น เช่น SINGER, TK, GLOBAL ฟื้นตัวช้า ในระยะต่อไป ปัจจัยในประเทศจะเป็นตัวขับเคลื่อนเศรษฐกิจแทนการส่งออก การบริโภคในประเทศจะทยอยดีขึ้น การลงทุนภาคเอกชนมีแนวโน้มดีขึ้นเช่นกัน การท่องเที่ยวมีแนวโน้มสดใส เพียงแต่รอการยกเลิกกฎอัยการศึก แต่การใช้จ่ายของภาครัฐอาจล่าช้า เพราะได้รับผลกระทบจากการตรวจสอบโครงการต่างๆ ส่วนการส่งออกที่ฟื้นตัวช้ากว่าที่หลายฝ่ายคาดในปีนี้ น่าจะค่อยๆ ดีขึ้นในปีหน้าตามการฟื้นตัวของเศรษฐกิจเพื่อนบ้านในอาเซียนและจีน
Valuation ของตลาดแพงแล้วสำหรับปีนี้ แต่ยังรับได้สำหรับปีหน้า
ปัจจุบัน SET Index ซื้อขายที่ PE 16.3 เท่าในปี 2557 และ 14 เท่าในปี 2558 การลงทุนที่หวังผลตอบแทนเฉพาะในปีนี้ถือว่าแพงเมื่อเทียบกับ EPS Growth ที่เราคาดโตเพียง 7% และ GDP ที่คาดขยายตัว 1.8% แต่สำหรับการลงทุนในระยะ 1-2 เดือนข้างหน้า ยังสามารถลงทุนได้ โดยเรายังคงมองเป้าดัชนีในปีหน้าประมาณ 1,680-1,700 จุด อิง EPS Growth 15.2% และ PE 15-15.5 เท่า กลุ่มที่น่าลงทุนระยะยาวยังคงเป็นกลุ่มแบงก์ รับเหมาก่อสร้าง และท่องเที่ยว







