
SVIซื้อบริษัทยุโรป
คาดใช้เงินถึง3,000ล้านยอมจ่ายแพงปตท.ส่งแผนลงทุนถึงมือเวียดนามก.ย.นี้
คาดใช้เงินถึง3,000ล้านยอมจ่ายแพงปตท.ส่งแผนลงทุนถึงมือเวียดนามก.ย.นี้
SVI กัดฟันซื้อบริษัทผลิตสินค้าทางการแพทย์ในยุโรป ท่ามกลางราคาหุ้นไฮยันมาร์จิ้นสูง 50%
นายพงษ์ศักดิ์ โล่ห์ทองคำ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท เอส วี ไอ (SVI) เปิดเผยว่า บริษัทอยู่ระหว่างการเจรจาซื้อหุ้นทั้งหมดของบริษัทผู้ผลิตสินค้าทางการแพทย์ในยุโรป ที่มีรายได้ใกล้เคียงกับ SVI ประมาณ 250 ล้านเหรียญสหรัฐ/ปี
ทั้งนี้ หากการเจรจาเป็นผลสำเร็จจะต้องใช้เงินในการเข้าซื้อครั้งนี้ประมาณ 100 ล้านเหรียญสหรัฐ หรือประมาณ 3,000 ล้านบาท โดยจะมาจากเงินของบริษัท 2,000 ล้านบาท และอีก 1,000 ล้านบาท ใช้เงินกู้ระยะสั้นบริดโลนจากธนาคารพาณิชย์ในประเทศ และค่อยไปแปลงเป็นเงินกู้ระยะยาวกับธนาคารพาณิชย์ในยุโรปอีกครั้ง ซึ่งดอกเบี้ยในยุโรปขณะนี้อยู่ในระดับต่ำมาก กระบวนการซื้อเหล่านี้คาดจะใช้ระยะเวลา 6 เดือน ดังนั้นจะส่งผลดีต่อ SVI ในปี 2558
“ตลาดหุ้นยุโรปราคาหุ้นทำสถิติสูงสุดตลอดกาล (ออล์ไทม์ไฮด์) แต่ SVI ยังมีความต้องการจะซื้อในช่วงเวลานี้เพราะเป็นสินค้าดี ส่วนสาเหตุที่เลือกก้าวเข้าไปสู่ธุรกิจผลิตสินค้าทางด้านการแพทย์ เพราะคู่แข่งน้อย ส่วนต่างกำไรดีมาก และบริษัทที่เราสนใจนี้มีส่วนต่างกำไรขั้นต้นถึง 50% โดยเราจะใช้ประเทศไทยเป็นฐานในการผลิตเพราะมีต้นทุนที่ต่ำกว่า แต่ฐานตลาดและลูกค้ายังคงเดิมเน้นลูกค้ายุโรปเป็นหลัก” นายพงษ์ศักดิ์ กล่าว
สำหรับรายได้ของ SVI รูปเหรียญสหรัฐในปีนี้คาดว่าจะทำได้ 300 ล้านเหรียญสหรัฐ ต่ำกว่าเป้าหมายที่ตั้งไว้ 320 ล้านเหรียญสหรัฐ ปัจจุบันบริษัทใช้กำลังการผลิตเกือบเต็มหรือประมาณ 85-0% ในปี 2558 บริษัทยังจะเติบโตได้อีกประมาณ 15-0% โดยเป็นผลมาจากการขยายกำลังการผลิต โรงงานแห่งที่ 2 ส่วนแผนการลงทุนในช่วงครึ่งปีหลังนี้ตั้งไว้ที่ 170 ล้านบาท และในปี 2558 บริษัทจะใช้งบลงทุนประมาณ 300 ล้านบาท เพื่อซื้อเครื่องจักรและปรับปรุงโรงงานแห่งที่ 2
นายอธิคม เติบศิริ รองกรรมการผู้จัดการใหญ่ หน่วยธุรกิจปิโตรเคมีและการกลั่น บริษัท ปตท. (PTT) กล่าวว่า กลุ่ม ปตท.เตรียมยื่นผลศึกษาความเป็นไปได้ของโครงการโรงกลั่นและปิโตรเคมีครบวงจรที่บินดินห์ให้กับรัฐบาลเวียดนามในกลางเดือน ก.ย.นี้ แต่บริษัทได้ปรับลดขนาดให้สอดคล้องกับสภาพตลาดภายในเวียดนาม จากเดิมตั้งงบลงทุนไว้ 2.87 หมื่นล้านเหรียญสหรัฐ
นายอธิคม กล่าวว่า โครงการร่วมลงทุนที่ ปตท. จะเสนอต่อรัฐบาลเวียดนามในเดือน ก.ย.นี้ ประกอบด้วยโรงกลั่นน้ำมันน้ำมันขนาด 4 แสนบาร์เรล/วัน โรงโอเลฟินส์ขนาด 2.9 ล้านตัน และโรงอะโรเมติกส์ขนาด 2 ล้านตัน และมีน้ำมันสำเร็จรูป 2.6 แสนบาร์เรล/วัน คาดว่าจะแล้วเสร็จในปี 2564 โดยน้ำมันสำเร็จรูปที่ผลิตได้ส่วนหนึ่งจะจำหน่ายในเวียดนามที่เหลือส่งออกไปต่างประเทศ
นายภากร ปีตธวัชชัย รองผู้จัดการสายงานวางแผนกลยุทธ์องค์กรและการเงิน ตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย (ตลท.) กล่าวว่า เตรียมจัดทำดัชนีบริษัทจดทะเบียนที่มีรายได้จากต่างประเทศ คาดว่าจะแล้วเสร็จในปี 2558 ปัจจุบันกำลังสรุปหลักเกณฑ์การคำนวณเพื่อให้เกิดความยุติธรรมและต้องการให้นักลงทุนรู้ถึงข้อมูลข่าวสารของบริษัทที่มีสัดส่วนรายได้จากต่างประเทศมากขึ้น และเป็นเครื่องมือในการกระจายความเสี่ยงสำหรับการลงทุน
ปัจจุบัน บจ.มีรายได้จากการขยายธุรกิจในต่างประเทศเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง โดยในปี 2556 มีบริษัทจดทะเบียนจำนวน 115 แห่ง มีสัดส่วนรายได้จากต่างประเทศสูงถึง 4546% ซึ่งแสดงให้เห็นถึงความเข้มแข็งของบริษัทจดทะเบียนไทย







