
ปรับพอร์ตรับเศรษฐกิจฟื้น ลดตราสารหนี้ ทอง เพิ่มหุ้น
การปรับพอร์ตการลงทุนระดับโลก โดยลดการถือครองตราสารหนี้และทองคำ จากนั้นโยกเข้าหาหุ้น ที่ดำเนินมาเป็นปีแล้ว ยังมีแนวโน้มเดินหน้าต่อไป
การปรับพอร์ตการลงทุนระดับโลก โดยลดการถือครองตราสารหนี้และทองคำ จากนั้นโยกเข้าหาหุ้น ที่ดำเนินมาเป็นปีแล้ว ยังมีแนวโน้มเดินหน้าต่อไป
หลังมีสัญญาณเศรษฐกิจโลกฟื้นตัวอย่างค่อยเป็นค่อยไป นำโดยสหรัฐที่มีขนาดเศรษฐกิจใหญ่สุดเกือบ 1 ใน 4 ของจีดีพีโลก ท่ามกลางอัตราดอกเบี้ยนโยบายที่ยังต่ำติดดินต่อไปอีกระยะหนึ่ง
อย่างไรก็ดี สปีดการฟื้นตัวของแต่ละภูมิภาคแตกต่างกันมาก โดยเฉพาะสหรัฐที่เศรษฐกิจฟื้นตัวเด่นกว่าเพื่อน จึงทยอยลดมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจหรือที่รู้จักกันในชื่อคิวอี และจะปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยในราวกลางปี 2558 ขณะที่เจ้าหน้าที่เฟดระดับสูงเสียงข้างน้อยเริ่มมองว่า เฟดควรขึ้นดอกเบี้ยเร็วกว่านั้น เช่น ปลายไตรมาสแรกปีหน้า
บอนด์ยีลด์ 10 ปี ของสหรัฐ ล่าสุดอยู่ที่ 2.35% แม้จะขึ้นมามากจากจุดต่ำสุดที่ 1.45% เมื่อเดือน ก.ค. 2555 แต่ยังคงอยู่ในระดับที่ต่ำอยู่ดีเมื่อเทียบกับค่าเฉลี่ย 10 และ 20 ปี ซึ่งอยู่ที่ 3.37% และ 4.44% การถือตราสารหนี้โดยเฉพาะที่มีอายุยาว จึงเสี่ยงที่จะขาดทุน เมื่อดอกเบี้ยไต่สูงขึ้น
นักลงทุนจึงควรลดน้ำหนักการลงทุนในตราสารหนี้ หากไม่ลดก็ควรลดอายุคงเหลือเฉลี่ยของตราสารหนี้ในพอร์ต เพื่อลดความเสี่ยงจากอัตราดอกเบี้ยขาขึ้น
ทองคำที่เคยได้ประโยชน์จากการที่ธนาคารกลางทั่วโลกพร้อมใจกันผ่อนคลายนโยบายการเงินแบบสุดโต่ง ราคาทองคำพุ่งขึ้นไปสูงสุดเป็นประวัติการณ์ที่ 1,920 เหรียญสหรัฐ/ออนซ์ เมื่อเดือน ก.ย. 2554 จากนั้นก็ลงยาวๆ ล่าสุดเหลือ 1,287 เหรียญสหรัฐ/ออนซ์ โดยเคลื่อนไหวสร้างฐานแถว 1,200-1,400 เหรียญสหรัฐ/ออนซ์ ในช่วงเกือบ 2 ปีที่ผ่านมา
เมื่ออัตราดอกเบี้ยเริ่มไต่สูงขึ้นใน 12 เดือนข้างหน้า ยิ่งขึ้นเร็ว ยิ่งทำให้ต้นทุนค่าเสียโอกาสในการถือทองคำสูงขึ้น ทองคำจึงอยู่ในช่วงปรับฐานต่อไป
ตลาดหุ้นทั่วโลกเดินสวนตราสารหนี้และทองคำ ตลาดหุ้นโลกทำสถิติปิดสูงสุดเป็นประวัติการณ์ในปีนี้ นำโดยตลาดหุ้นนิวยอร์ก ด้านตลาดหุ้นยุโรปและตลาดหุ้นเกิดใหม่ทำสถิติสูงสุดในรอบ 67 ปี ก่อนจะย่อตัวเล็กน้อย จากสถานการณ์ความตึงเครียดในยูเครนและตะวันออกกลาง
ส่วนตลาดหุ้นไทยปิดสูงสุดในรอบ 15 เดือน แม้ค่าพี/อี 4 ไตรมาสย้อนหลังจะไต่สูงขึ้นมาอยู่ที่ 18 เท่า แต่กำไรมีแนวโน้มเร่งตัวขึ้นตามการฟื้นตัวของเศรษฐกิจ ค่าพี/อีระดับนี้จึงไม่จัดว่า “แพง”
น่าสังเกตว่า การถือครองหุ้นของนักลงทุนสถาบันระดับโลกยังคงอยู่ในระดับต่ำกว่าค่าเฉลี่ยระยะยาวมาก ขณะที่เงินฝากในระบบธนาคารทั่วโลกก็สูงเป็นประวัติการณ์ หลักๆ เป็นเพราะนักลงทุนส่วนใหญ่ยังเข็ดขยาดจากวิกฤตเศรษฐกิจการเงินโลกถดถอยเมื่อปลายปี 2551 ต่อเนื่องในต้นปี 2552 ที่ฉุดตลาดหุ้นทั่วโลกปรับฐานอย่างรุนแรง
ตลาดหุ้นในระยะ 12 เดือน ยังเป็นขาขึ้น สัญญาณเศรษฐกิจโลกฟื้นตัวจะหนุนให้เกิดการปรับพอร์ตการลงทุนระดับโลกต่อไป
อย่างไรก็ดี ดัชนีหุ้นไทยวิ่งขึ้นมายาวกว่า 3 เดือน การพักตัวเพื่อสร้างฐานราคาเป็นสิ่งที่ถูกคาดหมายได้ โดยเฉพาะหากเคลื่อนเข้าหาแนวต้าน 1,5801,600 จุด พอร์ตระยะสั้น อาจแบ่งขายทำกำไร แล้วค่อยหาจังหวะซื้อคืนแถว 1,540+/ จุด
ในระยะปานกลางยาว หุ้นที่ได้ประโยชน์จากการเปลี่ยนแปลงเชิงโครงสร้าง และการฟื้นตัวของเศรษฐกิจ รวมถึงนโยบายกระตุ้นจากภาครัฐ จะเด่นกว่าตลาด เช่น หุ้นรับเหมา (ชอบ STEC, CK) หุ้นท่องเที่ยว (AOT, CENTEL) หุ้นอสังหาฯ (SPALI, QH, LH) หุ้นธนาคาร (KBANK, BBL, KTB) หุ้นค้าปลีกสมัยใหม่ (CPALL, HMPRO) เป็นต้น
ในส่วนของยูโรโซนที่มีขนาดเศรษฐกิจใกล้เคียงกับของสหรัฐ เริ่มมีสัญญาณการฟื้นตัวที่ “แผ่วลง” ขณะที่เงินเฟ้อเดือนล่าสุดลดเหลือเพียง 0.3% ห่างไกลจากเป้าหมายกรอบบนที่ 2% จึงมีความเป็นไปได้มากขึ้นที่ธนาคารกลางยุโรปจะผ่อนคลายนโยบายการเงินเพิ่มเติมในการประชุมวันที่ 4 ก.ย.นี้
ส่วนเศรษฐกิจไทยผ่านจุดต่ำสุดไปแล้วในช่วงครึ่งปีแรก และมีสัญญาณฟื้นตัวต่อเนื่องเป็นเดือนที่ 3 เรากำลังอยู่ในช่วงโรดแมประยะที่ 2 ที่ได้รัฐบาลชุดใหม่มาขับเคลื่อนการปฏิรูปด้านต่างๆ สปีดการนำโรดแมปกระตุ้นเศรษฐกิจไปสู่ภาคปฏิบัติ จะเป็นตัวแปรหนุนหุ้นในระยะปานกลางต่อไป
พบกันใหม่สัปดาห์หน้า สวัสดีครับ







