
โอกาสในธุรกิจ e-Commerce
โลกในยุค eCommerce ที่ประชากร 1 ใน 3 ของโลก (เกือบ 2,400 ล้านคน) สามารถเข้าถึง Internet ได้ และมีคนถึง 1,000 ล้านคน ที่ได้สัมผัสกับการซื้อสินค้า Online ในปีที่ผ่านมานั้นการซื้อขายสินค้า Online ระหว่างผู้ประกอบการกับผู้บริโภค (B2C) มีมูลค่ากว่า 1.2 ล้านล้านเหรียญสหรัฐ และคาดว่าในปี 2560 จะมีมูลค่ามากกว่า 2.4 ล้านล้านเหรียญ จึงนับเป็นโอกาสของผู้ประกอบการไทยที่ต้องการเพิ่มยอดขาย รวมถึงยังเป็นโอกาสของผู้ที่ทำธุรกิจขายของบน Facebook หรือ Instagram ที่เป็นงานอดิเรกด้วย
โลกในยุค eCommerce ที่ประชากร 1 ใน 3 ของโลก (เกือบ 2,400 ล้านคน) สามารถเข้าถึง Internet ได้ และมีคนถึง 1,000 ล้านคน ที่ได้สัมผัสกับการซื้อสินค้า Online ในปีที่ผ่านมานั้นการซื้อขายสินค้า Online ระหว่างผู้ประกอบการกับผู้บริโภค (B2C) มีมูลค่ากว่า 1.2 ล้านล้านเหรียญสหรัฐ และคาดว่าในปี 2560 จะมีมูลค่ามากกว่า 2.4 ล้านล้านเหรียญ จึงนับเป็นโอกาสของผู้ประกอบการไทยที่ต้องการเพิ่มยอดขาย รวมถึงยังเป็นโอกาสของผู้ที่ทำธุรกิจขายของบน Facebook หรือ Instagram ที่เป็นงานอดิเรกด้วย
ในช่วงหนึ่งปีที่ผ่านมา เราจะได้ยินกระแสของ AEC หรือประชาคมเศรษฐกิจอาเซียนกันอย่างมากว่าเป็นโอกาสทางการค้า เพราะมีตลาดที่ใหญ่ซึ่งประกอบไปด้วยประชากร 600 ล้านคน และมีผู้ใช้งาน Internet สูงถึง 36.4% ซึ่งมีโอกาสที่จะขยายการค้าขาย eCommerce ได้อย่างรวดเร็ว เพราะในปัจจุบัน AEC ของเรามีการค้าขายผ่าน eCommerce เพียงแค่ 0.2% ของยอดค้าปลีกทั้งหมด ในขณะที่ประเทศจีนมีการค้าขายผ่าน eCommerce สูงถึง 8% ของยอดค้าปลีก หรือสหรัฐอเมริกาเองก็มีการค้าขายผ่าน eCommerce สูงถึง 8.7% ของยอดค้าปลีก จะเห็นได้ว่าตลาด eCommerce ในบ้านเรารวมทั้งประเทศกลุ่ม AEC ยังมีศักยภาพที่จะขยายตัวได้อีกมาก
การทำธุรกิจ eCommerce นั้น เราอาจจะสร้าง Website ของเราเอง ซึ่งก็มีโปรแกรมสำเร็จรูปที่จะช่วยให้เราสามารถสร้าง Website ได้อย่างง่ายดาย แต่การมี Website ของตัวเองนั้นเราก็จะต้องคอยดูแลซึ่งจะมีค่าใช้จ่าย อีกทั้งยังต้องทำการโฆษณาประชาสัมพันธ์ให้กลุ่มลูกค้าเป้าหมายเข้ามาดูสินค้าภายใน Website ของเรา แต่ถ้าเราทำ eCommerce เป็นงานอดิเรกหรือมีทุนไม่มากนักก็อาจใช้วิธีการขายสินค้าผ่าน Website ต่างๆ ที่เป็น eMarketplace เช่น www.tarad.com หรือ www.weloveshopping.com เป็นต้น ซึ่ง Website เหล่านี้มีการทำการตลาดเพื่อให้มีลูกค้าเข้ามาเลือกซื้อสินค้าอย่างสม่ำเสมอ แต่เราต้องพิจารณาดูว่า Website เหล่านี้มีจุดเด่นเหมาะกับสินค้าและกลุ่มลูกค้าของเราหรือเปล่า และมีเงื่อนไขในการนำสินค้าไปวางขายบน Website อย่างไร
หลังจากที่ลูกค้าสนใจและสั่งซื้อสินค้าของเราแล้ว การที่ลูกค้าสามารถชำระเงินได้สะดวกก็เป็นสิ่งสำคัญ ธุรกิจ eCommerce ทั่วโลกนั้นมีลูกค้าชำระเงินผ่านบัตรเครดิต บัตรเดบิต และ eMoney เกือบ 9 แสนล้านเหรียญ คิดเป็น 74.4% ของมูลค่าการค้าขายทั้งหมด Website ต่างๆ จึงพัฒนาการรับชำระเงินผ่านบัตรเครดิตให้ลูกค้ามีความสะดวกและปลอดภัย อีกทั้งเป็นยังเป็นการเพิ่มยอดการขายได้อีกทางหนึ่ง เพราะการที่ลูกค้าสั่งซื้อสินค้าแล้วรอไปชำระเงินในภายหลังนั้นจะมีลูกค้าเปลี่ยนใจไม่ซื้อสินค้าถึง 30% ซึ่งเป็นการทำให้ยอดขายของเราหายไปถึง 1 ใน 3 เลยครับ
สำหรับผู้ที่สนใจขยายธุรกิจผ่าน eCommerce ไปในต่างประเทศก็อาจจะเข้าไปเสนอขายสินค้าผ่าน Website ดังๆ ในระดับโลก ซึ่งธนาคารกสิกรไทยก็ได้จับมือเป็นพันธมิตรกับ Alibaba.com ที่เป็น Website สัญชาติจีนที่มียอดขายเกือบ 25,000 ล้านเหรียญ และมีส่วนแบ่งการตลาด eCommerce มากที่สุดในโลก ซึ่งสูงถึง 20% (สูงกว่า Website ที่คนไทยคุ้นเคยคือ Amazon.com ที่มีส่วนแบ่งการตลาดเพียง 8% หรือ eBay ที่มีเพียง 6%) อีกทั้ง Alibaba ยังเข้าถึงผู้บริโภคที่มีกำลังซื้อกว่า 240 ประเทศ นับว่าเป็นโอกาสที่ดีของธุรกิจไทยที่จะสามารถขยายช่องทางการตลาดไปยังทั่วโลก โดย Alibaba จะตั้ง Thailand Zone เพื่อโปรโมทสินค้าไทยโดยเฉพาะ และในการจับมือกันครั้งนี้ ธนาคารกสิกรไทยได้เชื่อมระบบการชำระเงิน KPayment Gateway กับระบบ Alipay Account ของ Alibaba เพื่อเป็นช่องทางการเรียกเก็บเงิน Online แบบข้ามพรมแดนอีกด้วย สำหรับผู้ที่สนใจและสมัครเป็นสมาชิกในการขายสินค้าผ่านทางธนาคารกสิกรไทยก็จะได้รับสิทธิพิเศษ เช่น การอบรม ส่วนลดค่าสมาชิก รวมทั้งโฆษณาสินค้าผ่านทาง Alibaba ซึ่งจะเปิดให้บริการในเดือน พ.ย.นี้ อย่าพลาดโอกาสดีๆ ที่จะโกอินเตอร์อย่างนี้นะครับ







