
แผนช่วยเอสเอ็มอี
สถาบันวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อมอุตสาหกรรมการผลิต (SMI) สภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย (ส.อ.ท.) ได้จัดทำแนวทางส่งเสริมผู้ประกอบการเอสเอ็มอี เพื่อผลักดันให้เอสเอ็มอีเป็นวาระแห่งชาติ ตามนโยบายของหัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.)
สถาบันวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อมอุตสาหกรรมการผลิต (SMI) สภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย (ส.อ.ท.) ได้จัดทำแนวทางส่งเสริมผู้ประกอบการเอสเอ็มอี เพื่อผลักดันให้เอสเอ็มอีเป็นวาระแห่งชาติ ตามนโยบายของหัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.)
ทั้งนี้ SMI ได้ทำแผน 5 ด้าน เพื่อผลักดันรายได้ของผู้ประกอบการเอสเอ็มอีให้มีสัดส่วน 50% จากปัจจุบันสร้างรายได้อยู่ที่ 37% ประกอบด้วย 1.ปรับปรุงกลไกการส่งเสริมเอสเอ็มอี โดยการบูรณาการการทำงานภาครัฐในการพัฒนายกระดับเอสเอ็มอี โดยเสนอให้ สสว.ขึ้นตรงกับสำนักนายกรัฐมนตรี และควรให้ สสว.มีบทบาทในการกำหนดยุทธศาสตร์ในการส่งเสริมเอสเอ็มอี กำหนดให้ทุกหน่วยงานที่รับผิดชอบมี KPI ด้านการส่งเสริมเอสเอ็มอี รวมถึงจัดสรรงบแบบบูรณาการหรือออกกฎหมายพิเศษเพื่อให้ได้มาซึ่งเงินนอกงบประมาณ เพื่อสร้างหลักประกันระยะยาวในการส่งเสริมเอสเอ็มอีอย่างต่อเนื่อง
2.ปรับปรุงแก้ไขกฎระเบียบที่เป็นอุปสรรคต่อการพัฒนาเอสเอ็มอี เช่น ปรับปรุงภาษีกฎระเบียบและกฎหมายธุรกิจที่เป็นอุปสรรคภาครัฐต่อการดำเนินธุรกิจ ผลักดันให้นำภาษีเงินได้นิติบุคคล 1% หรือปีละ 6,000 ล้านบาท มาใช้เป็นกองทุนในการขับเคลื่อน รวมถึงลดหย่อนภาษีเงินได้นิติบุคคลให้เหลือ 1015% ให้กับผู้ประกอบการ รวมถึงลดค่าธรรมเนียมหรือค่าเบี้ยปรับต่างๆ การอำนวยความสะดวกและปรับเปลี่ยนรูปแบบการจดทะเบียนทรัพย์สินทางปัญญา
3.ส่งเสริมให้เอสเอ็มอีเข้าถึงแหล่งเงิน โดยเสนอให้ธนาคารแห่งประเทศไทย ปรับบทบาทและเงื่อนไขการให้สินเชื่อหรือผลิตภัณฑ์ทางการเงินของ SME Bank ให้อนุมัติสินเชื่อได้มากขึ้น ปรับหลักเกณฑ์การค้ำประกันเงินกู้ของ บสย. จาก 18% เป็น 30-50% และปรับปรุงประวัติเครดิตบูโรของเอสเอ็มอี ที่ประสบปัญหาจากการชุมนุมทางการเมืองหรือภัยพิบัติต่างๆ
4.พัฒนามาตรฐานผลิตภัณฑ์และเพิ่มผลิตภาพของธุรกิจ เช่น การปรับเปลี่ยนเครื่องจักร การประยุกต์ใช้เทคโนโลยีสมัยใหม่การลดต้นทุนพลังงานและการพัฒนาฝีมือแรงงาน ผลักดันให้มีการรวมกลุ่มและมีกิจกรรมที่เกื้อหนุนให้เกิดความเชื่อมโยงระหว่างธุรกิจในห่วงโซ่อุปทานและโยงกับผู้ประกอบการรายใหญ่ สนับสนุนการวิจัยพัฒนา รวมถึงพัฒนาตราสินค้าและส่งเสริมการคุ้มครองทรัพย์สินทางปัญญา
สุดท้าย 5.สร้างโอกาสและเพิ่มช่องทางการตลาดให้แก่เอสเอ็มอี เช่น จัดกิจกรรมแสดงและจำหน่ายสินค้าทั้งในและต่างประเทศ สนับสนุนให้นำเทคโนโลยีสารสนเทศไปใช้ประโยชน์ในการดำเนินธุรกิจ การสื่อสารการตลาด ผลักดันการเข้าสู่การค้าและการลงทุนระหว่างประเทศ โดยเฉพาะในเขตเศรษฐกิจชายแดน เขตเศรษฐกิจพิเศษ
นายสุพันธุ์ มงคลสุธี ประธานสภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย(ส.อ.ท.) เปิดเผยว่า ส.อ.ท.ได้เสนอให้การส่งเสริมผู้ประกอบการเอสเอ็มอีเป็นวาระแห่งชาติ ต่อที่ประชุมคณะกรรมส่งเสริมวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อม (สสว.) ซึ่งมีเป้าหมาย 3 ด้าน คือ ผลักดันให้รายได้ของเอสเอ็มอีมีมูลค่าถึง 50% ของจีดีพี จากปัจจุบันที่ 37% ผลักดันเอสเอ็มอีสู่การแข่งขันระดับสากล และส่งเสริมให้เกิดการบูรณาการของหน่วยงานภาครัฐ
เพื่อให้ต่อเนื่องหลังการเสนอดังกล่าว ส.อ.ท. และโดยสถาบันวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อมอุตสาหกรรมการผลิต (SMI) ได้จัดทำแนวทางการผลักดันเพื่อให้ถึงเป้าหมายดังกล่าว ซึ่งระยะต่อไปจะมีการนำเสนอเพื่อให้เกิดการผลักดันผ่านทั้งบอร์ดสสว. สำนักงาน สสว. รวมถึงคณะกรรมการร่วมภาครัฐและเอกชนเพื่อแก้ไขปัญหาเศรษฐกิจ(กรอ.)
“เราจะเสนอแนวทางต่างๆ ผ่านหลายช่องทาง แต่ที่จะมีการเสนอต่อที่ประชุม กรอ. ครั้งหน้าคือนโยบายเมดอินไทยแลนด์ ที่จะขอให้มีการกำหนดให้ 30% ของการจัดซื้อจัดจ้างแต่ละโครงการของภาครัฐเป็นการซื้อสินค้าจากเอสเอ็มอี ซึ่งจะส่งเสริมให้ผู้ประกอบการมีรายได้มากขึ้นและเกิดการวิจัยและพัฒนาในเอสเอ็มอีเพิ่มขึ้น เพราะปัจจุบันรายจ่ายภาครัฐก็สูงถึง19% ของจีดีพี”นายสุพันธุ์ กล่าว
นายศักดิ์ชัย อุ่นจิตติกุล รอง ส.อ.ท. ในฐานะประธาน SMI กล่าวว่า SMI ได้เสนอแนวทางผลักดันเอสเอ็มอี ประกอบด้วย 5 ด้าน คือ 1.ปรับปรุงกลไกการส่งเสริมเอสเอ็มอี โดยการบูรณาการการทำงานภาครัฐในการพัฒนายกระดับเอสเอ็มอี โดยเสนอให้ สสว. ขึ้นตรงกับสำนักนายกรัฐมนตรี และควรให้ สสว. ต้องมีบทบาทในการกำหนดยุทธศาสตร์ที่ภาครัฐจะให้การส่งเสริมเอสเอ็มอี และต้องกำหนดให้ทุกหน่วยงานที่รับผิดชอบมี KPI ด้านการส่งเสริมเอสเอ็มอี รวมถึงจัดสรรงบประมาณแบบบูรณาการหรืออาจพิจารณาออกกฎหมายพิเศษเพื่อให้ได้มาซึ่งเงินนอกงบประมาณ เพื่อสร้างหลักประกันระยะยาวในการส่งเสริม อย่างต่อเนื่อง
2.ปรับปรุงแก้ไขกฎระเบียบที่เป็นอุปสรรคต่อการพัฒนาเอสเอ็มอี เช่น ปรับปรุงภาษีกฎระเบียบและกฎหมายธุรกิจที่เป็นอุปสรรคภาครัฐต่อการดาเนินธุรกิจ ผลักดันให้นำภาษีเงินได้นิติบุคล 1% มาใช้เป็นกองทุนในการขับเคลื่อน ซึ่งจะตกปีละประมาณ 6,000 ล้านบาท โดยไม่เกิดการสะดุดแม้เกิดการเปลี่ยนแปลงทางการเมืองขึ้น ลดหย่อนภาษีเงินได้นิติบุคคลให้เหลือ 10-15% ให้กับผู้ประกอบการ รวมถึงลดค่าธรรมเนียมหรือค่าเบี้ยปรับต่างๆ การอำนวยความสะดวกและปรับเปลี่ยนรูปแบบการจดทะเบียนทรัพย์สินทางปัญญา
3. ส่งเสริมให้เอสเอ็มอีสามารถเข้าถึงแหล่งเงิน โดยเสนอให้ธนาคารแห่งประเทศไทย ปรับบทบาทและเงื่อนไขการให้สินเชื่อหรือผลิตภัณฑ์ทาง การเงินของ SME Bank ให้สามารถอนุมัติสินเชื่อได้มากขึ้น ปรับหลักเกณฑ์การค้ำประกันเงินกู้ของ บสย. จาก 18% เป็น 30-50% และปรับปรุงประวัติเครดิตบูโร ของเอสเอ็มอี ที่ประสบปัญหาจากการชุมนุมทางการเมืองหรือภัยพิบัติต่างๆ
“จะเห็นว่าทั้ง สสว. บสย. และเอสเอ็มอีแบงก์ทั้งหมดเกิดขึ้นในช่วงหลังวิกฤตเศรษฐกิจ ปี 2540 ตามแผนมิยาซาวา แต่ทั้ง 3 หน่วยงานไม่ได้มีบทบาทตามที่วางไว้ ดังนั้นจำเป็นต้องมีการรื้อใหม่ให้ทั้งหมดให้กลับมาทำหน้าที่ของตัวเอง” นายศักดิ์ชัย กล่าว
รองประธาน ส.อ.ท. กล่าวว่า แนวทางที่4. พัฒนามาตรฐานผลิตภัณฑ์และเพิ่มผลิตภาพของธุรกิจ เช่น การปรับเปลี่ยนเครื่องจักร การประยุกต์ใช้เทคโนโลยีสมัยใหม่การลดต้นทุนพลังงาน และการพัฒนาฝีมือแรงงาน ผลักดันให้มีการรวมกลุ่มและมีกิจกรรมที่เกื้อหนุนให้เกิดความเชื่อมโยงระหว่างธุรกิจในห่วงโซ่อุปทาน และโยงกับผู้ประกอบการรายใหญ่ สนับสนุนการวิจัยพัฒนา รวมถึง พัฒนาตราสินค้าและส่งเสริมการคุ้มครองทรัพย์สินทางปัญญา
สุดท้าย แนวทางที่5 สร้างโอกาสและเพิ่มช่องทางการตลาดให้แก่เอสเอ็มอี เช่นจัดกิจกรรมแสดงและจำหน่ายสินค้า ทั้งในและต่างประเทศ สนับสนุนให้มีการนำเทคโนโลยีสารสนเทศไปใช้ประโยชน์ในการดำเนินธุรกิจ การสื่อสารการตลาด ผลักดันการเข้าสู่การค้าและการลงทุนระหว่างประเทศ โดยเฉพาะในเขตเศรษฐกิจชายแดน เขตเศรษฐกิจพิเศษ
“การเพิ่มโอกาสทางการตลาดให้ผู้ประกอบการ เราอยากเสนอให้ภาครัฐไทยดำเนินการในแนวทางเดียวกับหลายประเทศเช่น สหรัฐฯ เขากำหนดเลยว่าการจัดซื้อของภาครัฐ 30% ต้องเป็นการซื้อจากเอสเอ็มอี ดังนั้นไทยก็ควรจะกำหนดในอัตราเดียวกัน” นายศักดิ์ชัย กล่าว
ขณะเดียวกันจะผลักดันนโยบายเมด อิน ไทยแลนด์ เสนอใช้งบจัดซื้อจัดจ้าง 30% มาใช้ซื้อสินค้าของผู้ประกอบการเอสเอ็มอี เพื่อทำให้เอสเอ็มอีมีรายได้มากขึ้น ต้องถือว่าแผนดังกล่าวของ SMI เสนออย่างเป็นรูปธรรม รอเพียงหน่วยงานเคาะดำเนินการให้เป็นรูปธรรม โดยเฉพาะเมื่อได้ว่าที่นายกรัฐมนตรีคนใหม่ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา ต้องเดินเครื่องทันที







