
รายย่อยจีนเสี่ยงผิดชำระหนี้
เหตุโตชะลอทำค้าซบดันยอดหนี้พุ่งหวั่นไม่มีเงินจ่ายตามกำหนดเดือนหน้า
เหตุโตชะลอทำค้าซบดันยอดหนี้พุ่งหวั่นไม่มีเงินจ่ายตามกำหนดเดือนหน้า
บริษัทขนาดเล็กในจีนเสี่ยงผิดนัดชำระหนี้หุ้นกู้ หลังเติบโตชะลอทำหนี้พุ่ง เสี่ยงฉุดเศรษฐกิจชาติดิ่ง
ไชน่า เมอร์แชนท์ ซีเคียวริตี้ บริษัทลงทุนด้านตลาดเงินในจีนเปิดเผยข้อมูล ซึ่งพบว่าบรรดาบริษัทขนาดเล็กในจีนกำลังเผชิญกับความเสี่ยงของการผิดนัดชำระหนี้ หลังเศรษฐกิจชะลอตัวต่ำสุดในรอบกว่า 20 ปี ส่งผลให้ผลประกอบการไม่กระเตื้องดันปริมาณหนี้พุ่ง โดยจะมีปริมาณหุ้นกู้ที่ต้องถึงกำหนดชำระในไตรมาสหน้าถึง 6,200 ล้านหยวน
ด้้านบลูมเบิร์กพบว่า บริษัทสัญชาติจีนที่มีปริมาณหนี้สินเพิ่มขึ้นเป็นสองเท่าของสินทรัพย์มีจำนวนพุ่งขึ้นตั้งแต่วิกฤตการเงินโลก ขณะที่ปริมาณอัตราส่วนหนี้สินต่อผู้ถือหุ้นของหุ้นกู้บริษัทนอกภาคการเงินที่มีสัดส่วนเกิน 200% ปรับตัวพุ่งขึ้นถึง 68% ตั้งแต่ปี 2007 เป็นต้นมา
ซัน ปินปิน นักวิเคราะห์จากไชน่า เมอร์แชนท์ ประจำเซี่ยงไฮ้ ระบุว่า ความเสี่ยงปัจจุบันที่แสดงให้เห็นในตลาดหุ้นกู้ ซึ่งส่วนใหญ่เป็นบริษัทขนาดกลางและขนาดเล็กของจีนเปรียบเสมือนโหมโรงขั้นต้นก่อนพายุลูกใหญ่จะมาเยือน
ทั้งนี้ จีนเริ่มเปิดทางให้บริษัทขนาดเล็กออกหุ้นกู้ให้กับนักลงทุนสถาบัน โดยไม่จำเป็นต้องมีสินทรัพย์สุทธิหรือกำไรสุทธิตามเกณฑ์ที่กำหนดในเดือน มิ.ย. 2012 ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของแผนกระตุ้นเศรษฐกิจของนายกรัฐมนตรีจีน หลี่เค่อเฉียง เนื่องจากบริษัทขนาดเล็กคิดเป็นสัดส่วนถึง 70% ของเศรษฐกิจจีนทั้งหมด และเพื่อหลีกเลี่ยงการพึ่งพาธนาคารเงา
แม้แนวทางข้างต้นจะช่วยเสริมสภาพคล่องให้กับบริษัทขนาดเล็ก แต่เพราะปัญหาการเติบโตที่ชะลอตัวลงของเศรษฐกิจในช่วง 2-3 ปีที่ผ่านมา ทำให้บริษัทขนาดเล็กหลายแห่งไม่สามารถทำรายได้หรือสร้างกำไรได้ตามเป้าที่ตั้งไว้ได้ ส่งผลต่อความสามารถในการชำระหนี้
ซู ฮั่นเฟย นักวิเคราะห์หุ้นกู้จากหัวไท่ จูหนาน ซีเคียวริตี้ในเซี่ยงไฮ้ ระบุว่า หากกรณีผิดนัดชำระหนี้เกิดขึ้นจริงก็จะส่งผลกระทบเป็นลูกโซ่ โดยทำให้บริษัทขนาดเล็กอื่นๆ ระดมทุนผ่านตลาดได้ยากขึ้น พร้อมคาดการณ์ว่าเมื่อถึงเวลานั้น รัฐบาลจีนน่าจะสรรหาทุนเพื่อช่วยธุรกิจขนาดเล็กในประเทศเหล่านี้ให้ประคับประคองอยู่รอดต่อไปได้
นอกจากนี้ ความวิตกกังวลต่อการผิดนัดชำระหนี้ของจีนยังมีแนวโน้มจะขยายวงกว้างยิ่งขึ้น เมื่อข้อมูลด้านภาคการผลิตนอกภาคอุตสาหกรรมปรับตัวลดลงในเดือน ก.ค. แตะระดับต่ำสุดเป็นประวัติการณ์ ซึ่งสะท้อนได้ว่าแผนกระตุ้นเศรษฐกิจของรัฐบาลไม่เป็นผลต่อภาคเศรษฐกิจอื่นๆ นอกภาคการผลิต







