
กรุงไทยคุมเข้มปล่อยกู้ใหม่
ขอดูเครดิตบูโรลูกค้าย้อนหลังนาน3ปีเพิ่มสำรองหนี้เป็นเดือนละ700ล้านบาท
ขอดูเครดิตบูโรลูกค้าย้อนหลังนาน3ปีเพิ่มสำรองหนี้เป็นเดือนละ700ล้านบาท
กรุงไทยคุมเข้มปล่อยกู้ใหม่ นำข้อมูลเครดิตบูโรลูกค้าย้อนหลัง 3 ปี ร่วมตัดสินใจให้กู้กับลูกค้าเพิ่มหรือไม่
นายวรภัค ธันยาวงษ์ กรรมการผู้จัดการใหญ่ ธนาคารกรุงไทย เปิดเผยว่า ธนาคารยังควบคุมความเสี่ยงสินเชื่อปล่อยใหม่ต่อเนื่อง ซึ่งจากการปรับปรุงระบบคัดกรองความเสี่ยง นำข้อมูลเครดิตบูโรย้อนหลัง 3 ปี มาพิจารณา เมื่อใช้ทดสอบกับพอร์ตสินเชื่อเดิมพบว่าผ่าน 70% ไม่ผ่าน 30% จึงมั่นใจว่าสินเชื่อปล่อยใหม่ของธนาคารจะเป็นหนี้เสียน้อยลง และทำให้ธนาคารกล้าพัฒนาผลิตภัณฑ์ที่มีความเสี่ยงมากขึ้น
นอกจากนี้ ธนาคารได้เพิ่มอัตราเงินสำรองหนี้เพิ่มอีกเดือนละ 200 ล้านบาท เป็น 700 ล้านบาท และครึ่งปีแรกตั้งสำรองพิเศษอีก 3,000 ล้านบาท เพื่อให้สามารถรองรับความเสี่ยงจากภาวะเศรษฐกิจที่ไม่แน่นอนทั้งภายในและภายนอกประเทศ
ทั้งนี้ อัตราตั้งสำรองต่อหนี้ด้อยคุณภาพเพิ่มขึ้นมายู่ที่ 113.06% และจะเพิ่มขึ้นเป็นลำดับ โดยแนวทางการตั้งสำรองจะพิจารณาจากคุณภาพของพอร์ตและความเหมาะสม
“แม้สัดส่วนสำรองเราจะน้อยกว่าธนาคารพาณิชย์แห่งอื่นที่ส่วนใหญ่เฉลี่ย 140% แต่เราเน้นดูพอร์ตตัวเองเป็นหลัก ซึ่งสินเชื่อส่วนใหญ่มีหลักประกัน การตั้งสำรองเกิน 100% ก็เพราะคิดว่าเหมาะแล้ว เราต้องอนุรักษนิยมขอตั้งสำรองให้เหมาะสมกับสถานการณ์และต้องไม่เอาเปรียบผู้ถือหุ้น” นายวรภัค กล่าว
สำหรับการปล่อยสินเชื่อปีนี้ จากเดิมที่เคยปรับลดเป้าหมายเหลือ 4.5% แต่หลังจากเศรษฐกิจมีทิศทางที่ดีขึ้น ประกอบกับสินเชื่อครึ่งปีแรกของธนาคารเติบโต 5.78% ทำให้ธนาคารเริ่มมั่นใจว่าเป้าหมายสินเชื่อเดิมที่เคยตั้งไว้ 710% น่าจะเป็นไปได้ ภายใต้ภาวะเศรษฐกิจเติบโต 2%
สำหรับหนี้ที่ไม่ก่อให้เกิดรายได้ (เอ็นพีแอล) มีแนวโน้มลดลงเรื่อยๆ หลังจากยอดหนี้มีจำนวนเพิ่มขึ้นจากปลายปีที่แล้ว 9% และทำให้อัตราส่วนเอ็นพีแอลปรับขึ้นจาก 2.6% เป็น 2.9% ซึ่งเป็นสินเชื่อเก่าตั้งแต่ก่อนปรับระบบเครดิตสกอริ่ง ส่วนใหญ่เป็นรายย่อย ส่วนลูกค้ากลุ่มธุรกิจทั้งรายใหญ่และเอสเอ็มอียังแข็งแรงดี มีเอ็นพีแอลน้อยมาก
ณ วันที่ 30 มิ.ย. 2557 ธนาคารมีเงินให้สินเชื่อจำนวน 1,810,053 ล้านบาท เพิ่มขึ้นจากสิ้นปี 2556 คิดเป็น 5.78 % และมียอดเงินฝากจำนวน 1,867,456 ล้านบาท ลดลง 16,325 ล้านบาท คิดเป็น 0.87% มีเอ็นพีแอล จำนวน 62,043 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 9.89%ซึ่งส่วนใหญ่มาจากลูกค้า SME ขนาดเล็กและลูกค้ารายย่อยบางส่วน ซึ่งเป็นไปตามภาวะเศรษฐกิจภายในประเทศที่ชะลดตัวลง รวมทั้งหนี้ภาคครัวเรือนที่สูงขึ้น โดยธนาคารมีนโนบายในการดูแลอย่างใกล้ชิด
ธนาคารประสบความสำเร็จในฐานะธนาคารพาณิชย์แห่งแรกของประเทศในการเสนอขายหุ้นกู้ด้อยสิทธิตามเกณฑ์ Basel III ต่อนักลงทุนต่างชาติจำนวน700 ล้านเหรียญสหรัฐ ทำให้เงินกองทุนชั้นที่ 2 ของธนาคารเพิ่มขึ้น และหากรวมกับกำไรสุทธิของครึ่งปีแรก ทำให้อัตราส่วนเงินเงินกองทุนทั้งสิ้นของธนาคารอยู่ที่ร้อยละ 15.58 ซึ่งเป็นระดับที่ทำให้ธนาคารมีความแข็งแกร่งและสามารถขยายธุรกิจได้ตามแผนงานที่กำหนด







