posttoday
แค่ยุบยังไม่พอ

แค่ยุบยังไม่พอ

31 กรกฎาคม 2557

มติของที่ประชุมคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) ที่เห็นชอบให้ยกเลิกการดำเนินงานของ 3 กองทุนตามนโยบายของรัฐบาล ในปีงบประมาณ 2557 วงเงินรวม 9,925 ล้านบาท ประกอบด้วย โครงการพัฒนาศักยภาพของหมู่บ้านและชุมชน (เอสเอ็มแอล) วงเงิน 5,700 ล้านบาท กองทุนช่วยเหลือผู้ประกอบการในหมู่บ้านและชุมชน วงเงิน 3,000 ล้านบาท และโครงการพัฒนาเมืองวงเงิน 1,225 ล้านบาท โดยให้โยกเงินไปใช้ในกองทุนเงินให้กู้ยืมเพื่อการศึกษา (กยศ.)

มติของที่ประชุมคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) ที่เห็นชอบให้ยกเลิกการดำเนินงานของ 3 กองทุนตามนโยบายของรัฐบาล ในปีงบประมาณ 2557 วงเงินรวม 9,925 ล้านบาท ประกอบด้วย โครงการพัฒนาศักยภาพของหมู่บ้านและชุมชน (เอสเอ็มแอล) วงเงิน 5,700 ล้านบาท กองทุนช่วยเหลือผู้ประกอบการในหมู่บ้านและชุมชน วงเงิน 3,000 ล้านบาท และโครงการพัฒนาเมืองวงเงิน 1,225 ล้านบาท โดยให้โยกเงินไปใช้ในกองทุนเงินให้กู้ยืมเพื่อการศึกษา (กยศ.)

ขณะที่กองทุนส่งเสริมเศรษฐกิจสร้างสรรค์นั้นได้สั่งชะลอการจัดสรรงบประมาณจำนวน 596 ล้านบาท และให้โยกย้ายเงินไปให้สำนักงานส่งเสริมวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อม (สสว.) เพื่อช่วยเหลือผู้ประกอบการเอสเอ็มอีแทน

บริบทที่เกิดขึ้นเป็นเพียงจุดเริ่มต้นในการปฏิรูปกองทุนนอกงบประมาณของ คสช.ที่ประกาศไว้ว่า ต้องการจัดระเบียบการใช้เงินผ่านกองทุนที่ไร้ประสิทธิภาพ

ต้องยอมในช่วงที่ผ่านมา นักการเมืองได้เข้าไปแทรกแซงอยู่ในทุกมิติในการทำงานของกองทุนที่ตั้งขึ้นมากว่า 110 กองทุน มีการใช้เงินปีละ 3.73 แสนล้านบาท แต่แทบทุกกองทุนที่รัฐมีการจัดสรรเงินงบประมาณลงไปสนับสนุนได้กลายเป็นช่องทางแสวงหาผลประโยชน์ทางการเมืองของนักเลือกตั้งแทบทั้งหมด

เมื่อนักการเมืองเข้าไปยุ่งเกี่ยว ผลที่ตามมาคือความไร้ประสิทธิภาพและประสิทธิผลในการบริหารจัดการกองทุน เพราะมีการบิดเบือนเป้าหมายหลักในการทำงาน

กรณีกองทุนส่งเสริมเศรษฐกิจสร้างสรรค์ที่มีเป้าหมาย เพื่อสนับสนุนความคิดในการทำธุรกิจที่แตกต่างของผู้ประกอบการรุ่นใหม่ให้เติบโตขึ้นมาได้ถูกรัฐบาลยิ่งลักษณ์ ชินวัตร ปรับปรุงเงื่อนไขในการกำกับดูแลและปรับเปลี่ยนโครงสร้างกรรมการด้วยการส่งเลขาธิการนายกรัฐมนตรีเข้าไปกำกับดูแล ผลที่ตามมาการทำงานของกองทุนจึงมุ่งสนับสนุนนโยบายในทางการเมือง เพื่อคะแนนเสียงของพรรคการเมืองเป็นด้านหลัก แทนที่จะมุ่งสนับสนุนคนคิดดี คิดต่างเพื่อสร้างนวัตกรรมในทางธุรกิจ

กรณีของกองทุนพัฒนาสตรี ซึ่งมีแนวคิดดีในการยกระดับและพัฒนาสตรีให้มีบทบาทในการทำงาน แต่รัฐบาลยิ่งลักษณ์กลับเปิดทางให้นักการเมืองเข้าไปจัดตั้งและรับสมัครสตรีเข้าเป็นสมาชิกกองทุน โดยมีเป้าหมายเพื่อสร้างคะแนนเสียงเป็นด้านหลักแทนที่จะมุ่งยกระดับการทำงานให้มีความเข้มแข็ง

ลำพังการยุบกองทุนนอกงบประมาณยังไม่พอ คสช.ต้องกล้าที่จะปฏิรูปการทำงานและการส่งคนไปนั่งเป็นกรรมการจะต้องอิสระจากฝ่ายการเมืองด้วย จึงจะทำให้เกิดประสิทธิภาพในการจัดการ

ข่าวล่าสุด

จากพลังงานสู่พลังชุมชน ปตท. ปั้น 44 “ช่างชุมชน” รุ่นที่ 12 ต่อยอดพลังงานสะอาดให้ตอบโจทย์พื้นที่

จากพลังงานสู่พลังชุมชน ปตท. ปั้น 44 “ช่างชุมชน” รุ่นที่ 12 ต่อยอดพลังงานสะอาดให้ตอบโจทย์พื้นที่