
ธุรกิจ Health Care ดีจริงหรือ? (ตอนที่ 1)
จากวิทยาการที่ก้าวหน้าในหลายๆ ด้านในปัจจุบัน รวมถึงธุรกิจ Health Care และความรู้ที่ประชากรโลกมีต่อโรคภัยไข้เจ็บ และโภชนาการที่ดีขึ้น ทำให้อายุขัยของคนในยุคปัจจุบันยืนยาวขึ้น ทำให้ประชากรทั่วโลกที่กำลังเข้าสู่วัยชรามีสัดส่วนสูงขึ้นเรื่อยๆ โดยประชากรที่มีอายุ 60 ปีขึ้นไป มีจำนวนเพิ่มขึ้น 3 เท่าในทุกๆ 50 ปี โดยคาดว่าจะมีจำนวนถึง 2,000 ล้านคนในปี 2593 หรืออีก 36 ปีข้างหน้า
จากวิทยาการที่ก้าวหน้าในหลายๆ ด้านในปัจจุบัน รวมถึงธุรกิจ Health Care และความรู้ที่ประชากรโลกมีต่อโรคภัยไข้เจ็บ และโภชนาการที่ดีขึ้น ทำให้อายุขัยของคนในยุคปัจจุบันยืนยาวขึ้น ทำให้ประชากรทั่วโลกที่กำลังเข้าสู่วัยชรามีสัดส่วนสูงขึ้นเรื่อยๆ โดยประชากรที่มีอายุ 60 ปีขึ้นไป มีจำนวนเพิ่มขึ้น 3 เท่าในทุกๆ 50 ปี โดยคาดว่าจะมีจำนวนถึง 2,000 ล้านคนในปี 2593 หรืออีก 36 ปีข้างหน้า
จากปัจจุบันที่มีประชากรประมาณ 800 ล้านคน ที่มีอายุ 60 ปี หรือคิดเป็น 11% ของประชากรโลกที่มีอยู่มากกว่า 7,250 ล้านคน โดยมีประเทศจีนเป็นประเทศที่มีประชากรมากที่สุดคือ 1,394 ล้านกว่าคน ตามมาติดๆ คือ อินเดีย ซึ่งมีจำนวนประชากรอยู่ที่ 1,268 ล้านคน คาดว่าอีกไม่กี่ปีอินเดียจะเป็นประเทศที่มีจำนวนประชากรมากที่สุดในโลก จากอัตราการเพิ่ม (เกิดใหม่ตายไป) สูงกว่าของประเทศจีนที่มีอัตราการเกิดต่ำจากนโยบายลูกคนเดียว แต่ความที่คนจีนมีอายุยืนมากขึ้น ปัจจุบันคนจีนที่มีอายุ 65 ปีขึ้นไป มี 129 ล้านคน คิดเป็น 9.6% ของประชากร ทำให้สัดส่วนประชากรผู้สูงอายุของคนจีนสูง ทำให้รัฐบาลจีนเริ่มตระหนักถึงปัญหาข้อนี้อยู่เช่นกัน
เมื่อสัปดาห์ที่แล้วผมได้รับเชิญจากธนาคารซิตี้แบงก์เข้าฟัง Dinner Talk มีหัวข้อหนึ่งในสัมมนาที่น่าสนใจ คือ ธุรกิจ Health Care โดยมีผู้บริหารจาก บลจ.กรุงศรีอยุธยา เป็นวิทยากร รู้สึกได้ความรู้มากมาย จึงอยากนำเนื้อหาบางส่วนมาแบ่งปันให้กับท่านผู้อ่าน ระหว่างที่ผมเขียนบทความอยู่นี้ ผมได้เข้า www.worldometers.info/worldpopulation/ นั่งดูตัวเลขแล้วเพลินดี เพราะว่าจำนวนประชากรเพิ่มขึ้นทุกเสี้ยววินาทีแบบ Real Time เลยทีเดียว อดสงสัยไม่ได้ว่า ทำไมเว็บไซต์นี้ถึงได้รู้ดี และ Update ได้แบบนี้ ผมเดาว่าน่าจะเป็นการคาดการณ์ว่ามีเด็กเกิดใหม่ในปีนี้กี่คนแล้วก็มาหารเฉลี่ยต่อวินาทีกระมัง
อัตราการเพิ่มขึ้นของผู้สูงอายุอยู่ที่ 1.9% ในขณะที่การเพิ่มขึ้นของประชากรรวมเพียง 1.2% นี่คือเหตุผลที่สัดส่วนประชากรผู้สูงอายุในโลกนี้มีมากขึ้น อายุขัยเฉลี่ยของประชากรโลกเท่ากับ 73.70 ปี ในปี 2560 จากเดิม 72.60 ปี เมื่อปี 2555 เมื่อคนเรามีอายุมากขึ้น ความต้องการในด้าน Health Care ก็ต้องสูงขึ้นตามไปด้วยอย่างแน่นอน
ปัจจุบันยุโรปเป็นทวีปที่มีอัตราส่วนผู้สูงอายุมากที่สุดในโลก คาดว่า 37% ของประชากรทั้งหมดจะมีอายุ 60 ปีขึ้นไปในปี 2593 ในขณะที่ญี่ปุ่นเป็นประเทศแรกๆ ในเอเชียที่เข้าสู่สังคมผู้สูงอายุอย่างสมบูรณ์แบบคือ มีประชากรถึง 1 ใน 4 ที่มีอายุมากกว่า 65 ปีขึ้นไป และคาดว่าจะมีจำนวนถึง 35 ล้านคนในปี 2568 จากโครงสร้างของประชากรแบบนี้บางประเทศในยุโรป เช่น เยอรมนี ก็มีการเกษียณงานตอนอายุ 65 ปีมากขึ้น ซึ่งผมเห็นด้วยอย่างยิ่ง ถ้าทำแบบสมัครใจ เพราะว่าบางท่านอาจจะยังอยากทำงานต่อ กลัวว่าหลังเกษียณแล้วจะเหงา ในขณะที่บางท่านก็รอวันเกษียณ เพื่อจะได้ไปเที่ยวหรือพักผ่อนเสียที
อย่างน้อยวิธีนี้ก็เป็นวิธีที่ทำให้ปริมาณคนในวัยทำงานไม่ลดลง ซึ่งมีผลต่อปริมาณผลิตผลของชาติ และแน่นอนกระทบกับอัตราการเจริญเติบโตของประเทศ หรือ GDP นั่นเอง ส่วนญี่ปุ่นเองรัฐบาลเคยมีความคิดที่จะมีการเปิดให้มีการนำเข้าแรงงานที่มีคุณภาพ แต่ด้วยความที่เป็นเชื้อชาตินิยมอย่างแรงกล้า ไม่อยากให้มีสายเลือดจากชนชาติอื่นมาปะปน จึงต้องพับเก็บความคิดนี้ไว้
นอกจากประเทศพัฒนาแล้ว มีการคาดว่าประเทศเกิดใหม่ ไม่ว่าจะเป็นจีน อินเดีย อินโดนีเซีย รัสเซีย และเม็กซิโก จะมีการใช้จ่ายด้านสุขภาพเพิ่มขึ้นอย่างมากในอีก 5 ปีข้างหน้า จากจำนวนประชากรที่เพิ่มมากขึ้น พร้อมกับรายได้ต่อหัวที่สูงขึ้น เมื่อปี 2548 ค่าใช้จ่ายด้านสุขภาพของทั้งโลกอยู่ที่ 605,000 ล้านเหรียญสหรัฐ โดยมีสหรัฐเป็นชาติที่มีสัดส่วนถึง 41% แคนาดา 2% ยุโรป 27% ญี่ปุ่น 11% ที่เหลืออีก 19% เป็นประเทศ Emerging และประเทศกำลังพัฒนาอื่นๆ แต่ปีหน้า (2558) ค่าใช้จ่ายด้านสุขภาพของทั้งโลกคาดว่าจะขึ้นไปถึง 1,100,000 ล้านเหรียญสหรัฐ (นับตัวเลขไม่ถูกเลย) หรือเพิ่มขึ้นเกือบ 82% ภายในเวลา 10 ปีเท่านั้น โดยสัดส่วนค่าใช้จ่ายจะเริ่มมีการผ่องถ่ายไปยังประเทศ Emerging มากขึ้น คือ สหรัฐจะมีสัดส่วนลดลงเหลือ 31% ยุโรปเหลือ 19% ญี่ปุ่นยังคง 11% แคนาดา 2% ที่เหลืออีก 29% เป็นประเทศ Emerging และประเทศกำลังพัฒนาอื่นๆ
กำลังสนุกอยู่เลย แต่เนื้อที่หมดขอยกยอดไปต่อตอนที่ 2 ในสัปดาห์หน้า แต่ขอเตือนนักลงทุนให้ระมัดระวังในการลงทุนในช่วงนี้ ตลาดหุ้นจะยื้อได้คงถึงแค่กลางเดือน ส.ค. แล้วผลประกอบการไตรมาส 2 ของบริษัทจดทะเบียนประกาศหมด แต่ทางเทคนิค Indicator หลายตัวเริ่มส่งสัญญาณลบ รวมทั้งเป็น Bearish Divergence ระหว่าง Set Index กับ RSI มา 34 ครั้งแล้ว หรือตลาดจะลงก่อนก็ไม่แน่เหมือนกันนะครับ







