
กำไรบจ.แกร่งเหนือคาด
บริษัทจดทะเบียน (บจ.) ในตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย ทยอยประกาศผลการดำเนินงานงวดไตรมาส 2 และรวม 6 เดือนแรกของปีนี้ออกมาไม่ทำให้นักลงทุนผิดหวัง จึงมีความเป็นไปได้สูงที่นักวิเคราะห์หลายสำนักจะปรับประมาณการกำไรสุทธิของปีนี้และปีหน้าขึ้นระลอกใหญ่ รวมถึงราคาเป้าหมายด้วย ซึ่งจะเป็นปัจจัยเกื้อหนุนให้ตลาดหุ้นไทยหอมฟุ้งยิ่งขึ้น และสนับสนุนให้ดัชนีหุ้นทะยานขึ้นไปไกล
บริษัทจดทะเบียน (บจ.) ในตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย ทยอยประกาศผลการดำเนินงานงวดไตรมาส 2 และรวม 6 เดือนแรกของปีนี้ออกมาไม่ทำให้นักลงทุนผิดหวัง จึงมีความเป็นไปได้สูงที่นักวิเคราะห์หลายสำนักจะปรับประมาณการกำไรสุทธิของปีนี้และปีหน้าขึ้นระลอกใหญ่ รวมถึงราคาเป้าหมายด้วย ซึ่งจะเป็นปัจจัยเกื้อหนุนให้ตลาดหุ้นไทยหอมฟุ้งยิ่งขึ้น และสนับสนุนให้ดัชนีหุ้นทะยานขึ้นไปไกล
ธนาคารพาณิชย์ทั้งระบบรายงานกำไรสุทธิรวมทั้งสิ้น 5.2 หมื่นล้านบาท ในไตรมาส 2 เติบโต 3.4% เมื่อเปรียบเทียบกับไตรมาสแรก และเติบโต 3.5% จากช่วงเดียวกันปีก่อน นับเป็นการเติบโตที่ดีกว่าที่คาด โดยเฉพาะธนาคารทหารไทย (TMB) มาเหนือคาด รวมถึงธนาคารขนาดใหญ่ ซึ่งมีกำไรจากการดำเนินงาน ไม่รวมรายได้พิเศษจากการขายเงินลงทุนของธนาคารไทยพาณิชย์ (SCB) ก็ดีกว่าที่คาดไว้ ส่งผลให้นักวิเคราะห์หลายสำนักปรับเพิ่มประมาณการกำไรทั้งปีนี้
ส่วนบริษัทที่ดำเนินธุรกิจค้าปลีกก็มีกำไรที่ดีเช่นกัน อาทิ บริษัท บิ๊กซี ซูเปอร์เซ็นเตอร์ (BIGC) โดยไตรมาส 2 ทำได้จำนวน 1,889 ล้านบาท เพิ่มขึ้นจำนวน 320 ล้านบาท คิดเป็นประมาณ 20% เมื่อเปรียบเทียบกับช่วงเดียวกันปีก่อนที่มีกำไรสุทธิ 1,569 ล้านบาท และยังคงดีกว่าในไตรมาสแรกที่ทำได้เพียง 1,256 ล้านบาท รวมทั้ง 6 เดือนปีนี้ มีกำไรสุทธิ 3,145 ล้านบาท เติบโต 179 ล้านบาท หรือประมาณ 6% เมื่อเปรียบเทียบกับช่วงเดียวกันปีก่อนที่มีกำไรสุทธิ 2,966 ล้านบาท
กำไรที่ดีขึ้นมากในไตรมาส 2 มาจากการเติบโตของยอดขายในอัตรา 3.8% หรือ 1,151 ล้านบาท เป็น 31,141 ล้านบาท ภายใต้ความท้าทายด้านต่างๆ รวมถึงการเติบโตอย่างแข็งแกร่งของธุรกิจให้เช่าพื้นที่ และค่าบริการอีก 8.1% ทั้งการเปิดสาขาใหม่ในครึ่งปีแรกของปี 2557 และในครึ่งปีหลังของปี 2556
ที่สำคัญคือ ความสามารถในการทำกำไรจากการดำเนินงานเพิ่มสูงขึ้นจากหลายปัจจัยการพัฒนาระบบห่วงโซ่อุปทานอย่างต่อเนื่อง ความแข็งแกร่งของรายได้จากธุรกิจให้เช่าพื้นที่ และการบริหารจัดการต้นทุนที่มีประสิทธิภาพมากขึ้น ทำให้กำไรขั้นต้นมีจำนวน 4,737 ล้านบาท เพิ่มขึ้นจากไตรมาส 2 ปี 2556 จำนวน 485 ล้านบาท หรือ 11.4% หรืออัตรากำไรขั้นต้นจาก 14.2% เป็นอัตรา 15.2% ในไตรมาส 2 ปี 2557
“ในเดือน มิ.ย.ที่ผ่านมา ดัชนีความเชื่อมั่นของผู้บริโภคเพิ่มขึ้นเป็นครั้งแรกในรอบ 13 เดือน แต่ภาคการท่องเที่ยวยังคงได้รับผลกระทบจากจำนวนนักท่องเที่ยวที่ลดลง เนื่องจากหลายประเทศประกาศเตือนภัยเรื่องการเดินทางเข้ามายังประเทศไทย และภาคการส่งออกยังคงชะลอตัวอย่างต่อเนื่องในเดือน พ.ค.”
อย่างไรก็ตาม จากแนวโน้มการฟื้นตัวของเศรษฐกิจและการลงทุนที่มีแนวโน้มเพิ่มสูงขึ้นในปี 2558 และบริษัทจะย้ายการกระจายสินค้าร้านขายยาเพรียวมายังศูนย์กระจายสินค้าแห่งใหม่ และได้รับใบอนุญาตดำเนินการเปิดศูนย์กระจายสินค้าอาหารสด ซึ่งจะเปิดในไตรมาสแรกปี 2558 น่าจะสนับสนุนให้ผลการดำเนินงานของบริษัทดียิ่งขึ้น
สำหรับธุรกิจที่ยังขายไม่ดีภายในประเทศ เช่น ปูนซีเมนต์ ด้านบริษัท ปูนซีเมนต์นครหลวง (SCCC) ก็ยังโชว์ฟอร์มที่ดี โดยมีกำไรสุทธิ 1,472 ล้านบาท ลดลง 142 ล้านบาท หรือ 8.79% เมื่อเปรียบเทียบกับงวดไตรมาส 2 ปีก่อนที่มีกำไรสุทธิ 1,614 ล้านบาท และยังลดลงถึง 22.6% จากไตรมาสแรกปีนี้ที่มีกำไรสุทธิ 1,902 ล้านบาท
อย่างไรก็ตาม รวม 6 เดือนปีนี้กำไรสุทธิ 3,375 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 543 ล้านบาท หรือ 19.17% เทียบกับงวดเดียวกันปีก่อน โดยมีรายได้จากการขายสุทธิเพิ่มขึ้น 9% เป็น 16,483 ล้านบาท เปรียบเทียบกับรายได้ 15,064 ล้านบาท ของปี 2556
“กำไรที่ยังดีมากในครึ่งปีแรก เนื่องจากปริมาณการส่งออกในตลาดต่างประเทศและการขยายตัวของรายได้ในส่วนของวัสดุก่อสร้าง ถึงแม้ว่าปริมาณการขายซีเมนต์ของตลาดในประเทศจะปรับตัวลดลง ทั้งนี้บริษัทยังคงได้รับประโยชน์จากการมุ่งเน้นที่จะขยายธุรกิจหลักของบริษัทให้เติบโตขึ้น ควบคู่ไปกับการเพิ่มมูลค่าให้กับลูกค้าผ่านผลิตภัณฑ์นวัตกรรมใหม่ๆ”
ขณะเดียวกัน กำไรขั้นต้นของบริษัทยังคงปรับตัวในทิศทางที่ดีขึ้น เป็นผลมาจากความสามารถในการควบคุมต้นทุนจากโครงการประหยัดพลังงานต่างๆ รวมถึงประสิทธิภาพในการดำเนินงานของบริษัท อย่างไรก็ตามต้นทุนการผลิตยังคงได้รับผลกระทบจากการปรับตัวของอัตราค่าไฟฟ้าอย่างต่อเนื่อง
กำไรที่ดีขึ้นส่งผลให้คณะกรรมการบริษัทมีมติอนุมัติจ่ายเงินปันผลกลางปีหุ้นละ 8 บาท คิดเป็นอัตราผลตอบแทนเงินปันผลมากกว่า 1%
บจ.ไทยยังมีกำไรที่ดี ท่ามกลางวิกฤตการเมืองและความเชื่อมั่น สะท้อนถึงปัจจัยพื้นฐานที่แข็งแกร่ง และการปรับกลยุทธ์ให้ทันการเปลี่ยนแปลงตลอดเวลา รวมถึงการป้องกันความเสี่ยงที่อาจจะเกิดขึ้น เชื่อได้เลยว่าอนาคตหุ้นไทยยังคงสวยงามแม้ว่าดัชนีจะดีดขึ้นแรงมากที่สุดในช่วง 6 เดือนนี้แล้วก็ตาม รวมถึงเงินปันผลที่แต่ละบริษัทจะตอบแทนผู้ถือหุ้น เชื่อว่าในฤดูกาลนี้หุ้นยังมีโอกาสขยับไปได้ต่อเนื่อง







