posttoday
ตลาดหุ้นปรับตัว

ตลาดหุ้นปรับตัว

23 กรกฎาคม 2557

สัปดาห์ที่ผ่านมา มีรายการวิทยุรายการหนึ่งสัมภาษณ์ผมเกี่ยวกับสถานการณ์ของดัชนีหุ้นไทย หลังจากที่ไต่บันไดขึ้นขาเดียวไปทำจุดต่ำสุดในรอบปีนี้ที่ 1,205.44 จุด เมื่อวันที่ 6 ม.ค. แล้วก็ขึ้นมาตลอดด้วยความชันค่อนข้างมาก จนมาสร้างจุดสูงสุดในรอบปีกว่าๆ เมื่อวานนี้ รวมแล้วขึ้นมามากกว่า 340 จุด หรือคิดเป็น 28% กว่าๆ โดยที่ยังไม่มีการปรับตัวแรงๆ แม้แต่ครั้งเดียว

สัปดาห์ที่ผ่านมา มีรายการวิทยุรายการหนึ่งสัมภาษณ์ผมเกี่ยวกับสถานการณ์ของดัชนีหุ้นไทย หลังจากที่ไต่บันไดขึ้นขาเดียวไปทำจุดต่ำสุดในรอบปีนี้ที่ 1,205.44 จุด เมื่อวันที่ 6 ม.ค. แล้วก็ขึ้นมาตลอดด้วยความชันค่อนข้างมาก จนมาสร้างจุดสูงสุดในรอบปีกว่าๆ เมื่อวานนี้ รวมแล้วขึ้นมามากกว่า 340 จุด หรือคิดเป็น 28% กว่าๆ โดยที่ยังไม่มีการปรับตัวแรงๆ แม้แต่ครั้งเดียว

ทั้งๆ ที่มีความวุ่นวาย ประท้วงกันยาวนานตั้งแต่ปลายปีที่แล้วจนกระทั่งเกิดการรัฐประหาร ต่างชาติขายสุทธิอย่างหนักหน่วงมา 2 ปีแล้ว แต่กลับไม่ระคายผิวของตลาดหุ้นไทยเรา เชื่อหรือไม่ครับว่าดัชนีเป็น1 ใน 10 อันดับแรกของตลาดหุ้นที่สร้างผลตอบแทนได้สูงสุด ทำเอาฝรั่งงงกันเป็นไก่ตาแตกกันเป็นแถว ล้างความคิดเดิมๆ ที่ว่า ตลาดหุ้นไทยเรา ฝรั่งซื้อหุ้นขึ้น ฝรั่งขายหุ้นลง รอบนี้ฝรั่งเริ่มกลับมาซื้อแล้ว แม้จะยังไม่มากนักเมื่อเทียบกับยอดขายสุทธิที่ผ่านมา

ผมจะรอดูว่าหุ้นจะลงไหมเมื่อฝรั่งกลับมา อย่างที่ผมได้เขียนไปว่า “ไม่มีงานเลี้ยงใด ที่ไม่มีเลิกรา” เมื่อสัปดาห์ที่แล้วผมก็ยังยืนยันว่า ดัชนีที่เหนือ 1,530 ขึ้นไปมีความเสี่ยงสูงมาก ผมคาดการณ์ว่ารอบนี้ขึ้นอย่างไรก็ไม่น่าจะเกิน 1,560 จุด เผลอๆ จะแป้กตรง 1,550 จุดเสียด้วยซ้ำ เรามาดูสัดส่วนราคาต่อกำไร (พี/อี) ของตลาดหุ้นอยู่ที่ 18.54 เท่า ส่วนของตลาดหลักทรัพย์เอ็มเอไออยู่ที่ 60.15 เท่า และราคาต่อมูลค่าบัญชี (พีบีวี) ของ ดัชนี = 2.23 ส่วนของ เอ็มเอไอ = 3.86 นับว่าสูงมากเมื่อเทียบกับค่าเฉลี่ยพี/อี และพีบีวีของตลาดหุ้นไทยในอดีต

ถึงแม้ว่าเป็นเพราะความไม่สงบทำให้เศรษฐกิจไทยต้องหยุดชะงักลงตั้งแต่ไตรมาส 4 ปีที่แล้ว จนถึงไตรมาส 2 ปีนี้ พลอยทำให้ผลประกอบการของบริษัทจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์ฯ และตลาดเอ็มเอไอ ได้รับผลกระทบตามไปด้วย ทั้งยอดขายอัตรากำไร และกำไรสุทธิลดลงไปตามๆ กัน ทำให้พี/อีตลาดโดยรวมดูสูงผิดปกติชั่วคราวก็ตาม

แต่การปรับตัวขึ้นมาอย่างร้อนแรงโดยไม่มีการปรับตัวใหญ่ ทำให้เสถียรภาพของตลาดย่อมไม่มั่นคง เมื่อมีการจุดพลุเทขายทำกำไรเกิดขึ้น ก็จะทำให้นักลงทุนทั้งรายใหญ่ รายย่อย พร้อมใจกันเทขายตาม เนื่องจากทุกคนมีกำไรกันมากพอดูอยู่แล้ว

อย่าลืมนะครับ ถึงแม้ดัชนีตลาดหลักทรัพย์ฯ จะขึ้นมามากกว่า 28% แต่หุ้นหลายๆ ตัวขึ้นมากกว่า 50% ไปแล้ว จากจุดต่ำสุดเมื่อต้นปีแล้ว ผมจึงแนะนำว่า ช่วงนี้นักเก็งกำไรควรจะทำพอร์ตให้เบาลง ไม่ควรจะถือหุ้นเกิน 30% ของพอร์ต ส่วนนักลงทุนระยะกลางและยาวน่าจะถือหุ้นไม่เกิน 50% และ 70% ของพอร์ตตามลำดับ เก็บสภาพคล่องส่วนหนึ่งไว้รอช้อนซื้อในช่วงที่หุ้นตกลงมา

ผมคาดว่าน่าจะมีการปรับตัวร่วมร้อยจุด โดยมีแนวรับที่แข็งแรงอยู่แถว 1,4201,440 จุด แล้วคงจะมีการปรับตัวขึ้นหลังจากนั้น ผมยังมองว่าตลาดหุ้นปีหน้าก็ยังดูน่าจะสดใส เรากำลังจะมี AEC ในเดือน ธ.ค.ปีหน้าแล้ว ประเทศไทยเราน่าจะเป็นหนึ่งประเทศที่จะได้รับประโยชน์สูงสุด เนื่องจากไทยเราเมื่อดูจากแผนที่เราเป็นประเทศศูนย์กลางที่มีพรมแดนติดกับประเทศเพื่อนบ้าน ไม่ว่าจะเป็นพม่า ลาว กัมพูชา และมาเลเซีย ซึ่งล้วนแล้วแต่เป็นประเทศที่มีอัตราการเจริญเติบโตของเศรษฐกิจสูงในกลุ่มอาเซียนด้วยกัน โอกาสที่บริษัทชั้นนำต่างๆ ทั่วโลก จะเลือกใช้ไทยเป็นศูนย์กลาง หรือสำนักงานใหญ่สำหรับการดูแลสินค้าหรือบริการในอาเซียนด้วยการท่องเที่ยว

ไทยเราน่าจะยังคงความเป็นจุดศูนย์กลางเพื่อเดินทางต่อไปยังประเทศในกลุ่มอาเซียนอื่นๆ เพราะว่าไทยเราเป็นประเทศที่มีต่อไปยังประเทศในกลุ่มอาเซียนอื่นๆ เพราะว่าไทยเราเป็นประเทศที่มีสาธารณูปโภคที่เพียงพอ และทันสมัยในราคาที่ถูกกว่ามาเลเซีย หรือสิงคโปร์

เราคงจะมีชาวต่างชาติที่มาจากประเทศในกลุ่มอาเซียนด้วยกันมากขึ้น ความต้องการที่อยู่อาศัยในเมืองสำหรับการลงทุนหรืออยู่อาศัยจะมีมากขึ้น โดยเฉพาะคอนโดมิเนียมในใจกลางเมืองที่อยู่ใกล้รถไฟฟ้า ช่วงนี้คงต้องหัดพูดคำทักทายในภาษาของเพื่อนบ้านในอาเซียนทุกประเทศบ้างแล้ว เอาไว้ทักทายเพื่อนๆ ร่วมอาเซียนที่จะทยอยหลั่งไหลเข้ามาอย่างเป็นบ้าเป็นหลัง หลังมีการใช้ประชาคมเศรษฐกิจอาเซียน (เออีซี) ในช่วงสิ้นปีหน้าเป็นต้นไปกันแล้วนะครับ

ข่าวล่าสุด

แฮกเกอร์เจาะระบบตู้เย็นซูเปอร์มาร์เก็ตยุโรป เสียหาย 10 ล้านยูโร

แฮกเกอร์เจาะระบบตู้เย็นซูเปอร์มาร์เก็ตยุโรป เสียหาย 10 ล้านยูโร