posttoday
บาทแข็งทุบอิเล็กทรอนิกส์

บาทแข็งทุบอิเล็กทรอนิกส์

23 กรกฎาคม 2557

ฮานาฯหนักสุดส่วนเดลต้าฯยันไม่กระทบกลุ่มปตท.มีเฮ PTTEP-PTTGC

ฮานาฯหนักสุดส่วนเดลต้าฯยันไม่กระทบกลุ่มปตท.มีเฮ PTTEP-PTTGC

ค่าเงินบาทแข็งปั๋งในรอบ 8 เดือน ข่าวร้ายอิเล็กทรอนิกส์ ฮานาฯ เจอเต็มเปา PTTEP และ PTTGC ได้ดี

ค่าเงินบาทยังคงแข็งต่อเนื่อง เมื่อเย็นวันที่ 22 ก.ค.ที่ผ่านมา ปิดที่ระดับ 31.78/79 บาท/เหรียญสหรัฐ ซึ่งตัวแปรที่จะต้องติดตามคือตัวเลขดัชนีราคาผู้บริโภค (CPI) เดือน มิ.ย. ถ้าตัวเลขออกมาดี เงินบาทก็อาจจะอ่อนค่าขึ้นมาได้บ้าง ธนาคารเกียรตินาคินโดยฝ่ายวิเคราะห์เศรษฐกิจระบุว่า วันที่ 21 ก.ค. ค่าเงินบาทแข็งค่ามากสุดในภูมิภาคปิดตลาดที่ 31.94 บาท แข็งค่าจากระดับ 32.14 บาท หรือราว 0.7% เมื่อวันศุกร์ที่ 18 ก.ค.ที่ผ่านมา ทะลุระดับ 32 บาท ถือว่าเร็วกว่าที่คาดไว้

ปัจจัยหลักมาจากเม็ดเงินต่างชาติที่ไหลเข้าไทยต่อเนื่อง เนื่องจากเศรษฐกิจไทยมีทิศทางที่ชัดเจนมากขึ้น หลังจาก คสช.เข้ามาบริหารประเทศและฟื้นความเชื่อมั่น ประกอบกับธนาคารกลางสหรัฐยังคงนโยบายดอกเบี้ยต่ำ ทำให้เงินไหลเข้าตลาดประเทศเกิดใหม่ ส่งผลกระทบและความเห็นเป็นลบต่อแนวโน้มไตรมาส 3 และประมาณการปีนี้ การฟื้นตัวของตลาดอิเล็กทรอนิกส์โลกและปัจจัยบวกด้านฤดูกาลของธุรกิจ ทำให้ยอดขายสกุลดอลลาร์สหรัฐในไตรมาส 3 ของบริษัทที่ศึกษามีแนวโน้มเติบโตต่อเนื่อง

อย่างไรก็ตาม กรณีค่าเงินบาทเริ่มมีทิศทางแข็งค่ามองเป็นปัจจัยกดดันการเติบโตยอดขายสกุลเงินบาท และอัตรากำไรขั้นต้นในไตรมาส 3 รวมทั้งประมาณการปีนี้ที่อิงสมมติฐานค่าเงินบาทเฉลี่ย 33.80 บาท/เหรียญสหรัฐ กดดันบริษัท ฮานา ไมโครอิเล็คโทรนิคส (HANA) มากสุด จากโครงสร้างยอดขายและต้นทุนวัตถุดิบสกุลดอลลาร์ของทั้ง 4 บริษัทที่ศึกษา รองลงมาคือบริษัท เคซีอี อีเลคโทรนิคส์ (KCE) บริษัท เดลต้า อีเลคโทรนิคส์ (ประเทศไทย) หรือ DELTA และบริษัท เอสวีไอ (SVI)

“ทุก 1 บาทที่แข็งค่าจะกระทบกำไรจากการดำเนินงานของ HANA และ KCE ราว 10% และ 7% ตามลำดับ ส่วน DELTA และ SVI ประมาณ 56% ซึ่ง KCE และ SVI ไม่รวมผลของค่าเงินต่อหนี้ต่างประเทศ” ธนาคารเกียรตินาคิน ระบุ

สำหรับคำแนะนำ ธนาคารเกียรตินาคินให้ “ซื้อ” SVI ราคาหุ้น Laggard สุด ส่วนกลุ่มชิ้นส่วนอิเล็ก ทรอนิกส์คงน้ำหนัก “น้อยกว่าตลาด” เนื่องจากมองว่าราคาหุ้นที่ศึกษาส่วนใหญ่ปรับขึ้นสะท้อนปัจจัยพื้นฐานที่ดีในปีนี้แล้ว ยกเว้น SVI ที่ราคาหุ้นปรับขึ้นน้อยสุดเมื่อเทียบทั้ง 4 บริษัท

ขณะที่ผลการดำเนินงานจากธุรกิจปกติปีนี้คาดว่าจะมีกำไรเติบโตราว 75% เด่นเป็นอันดับ 2 รองจาก KCE ส่วนแนวโน้มไตรมาส 2 คาดว่ากำไรปกติของ SVI เติบโต 70% เทียบกับช่วงเดียวกันปีก่อน และ 7% เทียบกับไตรมาสแรก

ด้านบริษัทหลักทรัพย์ (บล.) บัวหลวง คาดว่าค่าเงินบาทแข็งจะเป็นผลบวกต่อบริษัท ปตท.สำรวจและผลิตปิโตรเลียม และกำไรยังคงอยู่ในช่วงขาขึ้น แม้ว่ายอดขายปิโตรเลียมมีแนวโน้มต่ำกว่าเป้าที่ 330 kboe/วัน โดยคาดว่าในกรณีที่ดีที่สุดจะทำได้เพียง 320 kboe/วันเท่านั้น ตั้งสมมติฐานไว้ที่ 314 kboe/วันก่อนหน้า

บล.คันทรี่ กรุ๊ป คาดบริษัท พีทีที โกลบอล เคมิคอล (PTTGC) จะมีกำไรจากอัตราแลกเปลี่ยนราว 130 ล้านบาทจากค่าเงินบาทแข็งค่าราว 0.10 บาท/เหรียญสหรัฐ ขณะที่ไตรมาส 2 กำไรสุทธิอยู่ที่ 6,365 ล้านบาท ทรงตัวจากไตรมาสก่อน

นายอนุสรณ์ มุทราอิศ กรรมการ บริษัท เดลต้า อีเลคโทรนิคส์ (ประเทศไทย) กล่าวว่า บริษัทไม่น่าจะได้รับผลกระทบจากค่าเงินบาทผันผวน เนื่องจากมีการซื้อป้องกันความเสี่ยงที่ค่าเงินดอลลาร์สหรัฐอยู่ที่ 31 บาททั้งปี ขณะที่มีการบริหารความเสี่ยงโดยธรรมชาติจากการสั่งซื้อวัตถุดิบเข้ามาในสกุลดอลลาร์และมีบริษัทลูกมีฐานผลิตในหลายประเทศ

ข่าวล่าสุด

จากพลังงานสู่พลังชุมชน ปตท. ปั้น 44 “ช่างชุมชน” รุ่นที่ 12 ต่อยอดพลังงานสะอาดให้ตอบโจทย์พื้นที่

จากพลังงานสู่พลังชุมชน ปตท. ปั้น 44 “ช่างชุมชน” รุ่นที่ 12 ต่อยอดพลังงานสะอาดให้ตอบโจทย์พื้นที่