
กลุ่มบีทีเอสคว้าระบบตั๋วร่วม
เสนอราคาต่ำสุดวงเงินกว่า300ล้านบาทพร้อมเปิดซองหาผู้บริการก.ค.นี้
เสนอราคาต่ำสุดวงเงินกว่า300ล้านบาทพร้อมเปิดซองหาผู้บริการก.ค.นี้
กลุ่มบีทีเอสคว้าระบบเคลียริ่งเฮาส์ตั๋วร่วม เซ็นสัญญา ส.ค.นี้ เริ่มบริการกลางปี 2558
เข้าบริหารระบบเคลียร์ริงเฮ้าส์ คาดเจรจาต่อรองราคาพร้อมเซ็นสัญญาได้ไม่เกินส.ค.นี้ พร้อมทำตั๋วร่วมช่วงแรกเริ่มจากระบบทางด่วน ระบบรถไฟฟ้า ร้านค้าก่อน
นายเผด็จ ประดิษฐ์เพชร ปฏิบัติหน้าที่ผู้อำนวยการสำนักบริหารจัดการระบบตั๋วร่วม สำนักงานนโยบายและแผนการขนส่งและจราจร (สนข.) เปิดเผยว่า กลุ่มบีเอสวี (BSV) ซึ่งประกอบไปด้วย บริษัท ระบบขนส่งมวลชนกรุงเทพ ร่วมกับกลุ่มบริษัท สมาร์ททราฟฟิค และบริษัท วิกซ์ โมบิลิตี้ เป็นผู้เสนอราคาต่ำที่สุด วงเงิน 339,689,668 บาท ในโครงการจัดทำระบบศูนย์บริหารจัดการรายได้กลาง (เคลียริ่งเฮาส์) ตั๋วร่วม
วันที่ 15 ก.ค. คณะกรรมการรับและเปิดซองประกวดราคา โครงการจัดทำระบบศูนย์บริหาร จัดการรายได้กลาง (ตั๋วร่วม) ที่มีนายปริญญา ถนัดทาง นักวิเคราะห์นโยบายและแผนชำนาญการ ศูนย์เทคโนโลยีสารสนเทศการขนส่งและจราจร สนข. เป็นประธานฯ
ทั้งนี้ มีผู้ยื่นซองอีกสองบริษัท ได้หารือและสรุปที่จะเปิดซองราคา ของ 3 บริษัทคือ กลุ่มเอที (AT) ประกอบด้วย บริษัท ไทยทรานสมิชชั่น อินดัสทรี ร่วมกับกลุ่มเอเซอร์จากประเทศไต้หวัน เสนอราคาสูงสุด 415,588,000 บาท และกลุ่มเอ็มเอส (MS) ประกอบด้วย บริษัท เอมเอสไอโกลบอล จากประเทศสิงคโปร์ ร่วมกับ บริษัท สามารถ คอมเทค เสนอราคา 411,949,989.3 บาท ขณะที่วงเงินราคากลางรวมภาษีอยู่ที่ 438 ล้านบาท
กลุ่มบีเอสวี (BSV) ซึ่งประกอบไปด้วย บมจ.ระบบขนส่งมวลชนกรุงเทพร่วมกับกลุ่ม บจก.สมาร์ททราฟฟิค และ บจก.วิกซ์ โมบิลิตี้ และ 3. กลุ่มเอ็มเอส (MS) ประกอบด้วย บจก.เอมเอสไอโกลบอลจากประเทศสิงคโปร์ ร่วมกับ บจก.สามารถ คอมเทค
สำหรับลการเปิดซอง
ทั้งนี้ ผลการเปิดซองประกวดราคาปรากฎว่า กลุ่มบีเอสวีเสนอราคาต่ำที่สุด วงเงิน 339,689,668 ล้านบาท กลุ่มเอ็มเอสเสนอราคาต่ำรองลงมาคือ 411,949,989.3 ล้านบาท และ กลุ่มเอทีเสนอราคาสูงสุด วงเงิน 415,588,000 ล้านบาท ขณะที่วงเงินราคากลางรวมภาษีอยู่ที่ 438 ล้านบาท ซึ่งขั้นตอนหลังจากนี้จะเรียกกลุ่มบีเอสวีมาเจรจาต่อรองราคาในวันที่ 22 ก.ค.นี้ ซึ่งถ้าลดราคาไม่ได้อาจต่อรองเพิ่มอุปกรณ์ คาดว่าจะได้ข้อสรุปและเซ็นสัญญาได้ไม่เกินเดือน ส.ค. 2557 และเริ่มดำเนินงานตั้งแต่เดือน ก.ย. 2557ก.พ. 2560 ระยะเวลา 30 เดือน
ขณะเดียวกัน ทาง สนข.จะส่งเรื่องนี้ให้กระทรวงคมนาคมรับทราบ พร้อมรายงานให้คณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) ต่อไป ซึ่งในส่วนของขั้นตอนสุดท้ายจะต้องประชุมร่วมกับนางสร้อยทิพย์ ไตรสุทธิ์ ปลัดกระทรวงคมนาคม ในช่วงปลายเดือน ก.ค.นี้ เพื่อเปิดประกวดราคาหาผู้บริหารตั๋วร่วมในลักษณะเอกชนร่วมลงทุนกับรัฐตาม พ.ร.บ.ร่วมทุน ซึ่งหากประชุมแล้ว คสช.อนุมัติก็จะสามารถดำเนินการได้ควบคู่กับการบริหารระบบเคลียริ่งเฮาส์ ซึ่งคาดว่าจะเริ่มใช้ได้กลางปี 2558
“ช่วงแรกที่จะได้ใช้ระบบตั๋วร่วมคือ ทางด่วน รถไฟฟ้าบีทีเอส รถไฟฟ้าเอ็มอาร์ทีรถไฟฟ้าแอร์พอร์ตลิงค์ ร้านค้า ซึ่งต่อไปจะขยายไปยังระบบรถไฟฟ้าส่วนต่อขยายสายต่างๆ ด้วย เช่น รถไฟฟ้าสายสีแดง สายสีม่วง สายสีน้ำเงินส่วนต่อขยาย เป็นต้นโดยบีเอสวีจะต้องทำตามกรอบที่ได้เสนอมา ” นายเผด็จ กล่าว
ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ในการเปิดซองครั้งนี้ ทางกลุ่มบริษัท เอ็มเอส ได้เรียกร้องและคัดค้านเพราะให้เวลาเตรียมตัวน้อยเกินไป และตัวแทนจากสิงคโปร์ไม่สามารถเดินทางเข้าร่วมได้ รวมทั้ง ยังร้องเรียนกรณีที่ กลุ่มบริษัท บีเอสวี ซึ่งมีบ.วิกซ์ โมบิลิตี้ รวมด้วยนั้น ได้มีการเปลี่ยนชื่อบ.วิกซ์ฯ ซึ่งทางสนข.ชี้แจงว่า เป็นความผิดพลาดทางเอกสาร แต่ต่อมาได้แก้ไขเรียบร้อยแล้ว ขณะที่กล่าวหาว่า กลุ่มบีเอสวีมีบริษัทบีทีเอสร่วมอยู่ด้วยนั้นจะเกิดผลประโยชน์ทับซ้อนหรือไม่ ทาง สนข.เห็นว่าถ้าผิดคงยกเลิกไปตั้งแต่แรก แต่นี่เป็นการบริหารระบบศูนย์บริหาร จัดการรายได้กลาง ไม่ใช่ผู้ให้บริการ ซึ่งจากการประชุมและตัดสินใจโดยประธานคณะกรรมการรับและเปิดซองประกวดราคาระบุให้เปิดซองราคาได้
นายเผด็จกล่าวว่า การดำเนินโครงการนี้มีระยะเวลา 30 เดือน โดยแบ่งเป็น 5 ช่วง ช่วงละ 6 เดือน เริ่มตั้งแต่ช่วงแรก ส.ค.2557 ถึง ก.พ.2558 เป็นการออกแบบรายละเอียด การเขียนระบบ/โปรแกรม. ช่วงที่ 2 ตั้งแต่ มี.ค.2558 ส.ค. 2558 ติดตั้งวางโปรแกรมซอฟต์แวร์ต่างๆ. ช่วงที่ 3 ตั้งแต่ ก.ย.2558 ก.พ.2559 เชื่อมต่อระบบกับโครงการนำร่อง ช่วงที่ 4 ตั้งแต่ มี.ค.2559 ส.ค.2559 ทดสอบเชื่อมต่อระบบกับระบบของผู้ให้บริการที่มีอยู่ในปัจจุบัน เช่น รถไฟฟ้าบีทีเอส รถไฟฟ้าใต้ดิน รถไฟฟ้าแอร์พอร์ตลิงค์ เป็นต้น. ช่วงที่ 5 ตั้งแต่ ก.ย. 2559 ก.พ.2560 ทดสอบระบบทั้งหมด ซึ่งระบบจะเริ่มทำงานได้ในช่วงที่ 3 และจะทำงานได้สมบูรณ์ในช่วงที่ 4
นายสุรพงษ์ เลาหะอัญญา กรรมการและผู้อำนวยการใหญ่สายปฏิบัติการ บีทีเอสซี ยืนยันว่าการที่ทางกลุ่มเสนอราคาต่ำกว่าราคากลางเกือบ 100 ล้านบาทนั้นมีความพร้อมที่จะดำเนินโครงการนี้อย่างแน่นอน ส่วนเสนอราคาได้ต่ำเพราะทางกลุ่มบริษัทมีหุ้นส่วนที่มีประสบการณ์และมีความพร้อมในเรื่องการวางระบบ ทำให้เสนอต้นทุนซอฟแวร์ในราคาที่ไม่สูงมาก รวมทั้งทางโครงการบีทีเอสก็มีการมีใช้ บัตรแรบบิทอยู่แล้ว ทำให้ทางกลุ่มบริษัทมีต้นทุนโดยรวมที่ได้เปรียบอยู่แล้ว
นอกจากนั้น นายสุรพงษ์ กล่าวว่า ในเงื่อนไขสัญญาการจัดทำระบบจะต้องเลือกเชื่อมต่อข้อมูลอย่างน้อย 3 ระบบ ซึ่งประกอบ ระบบทางด่วน ระบบขนส่งมวลชน ก็เลือกโครงการบีทีเอส และร้านสะดวกซ้อ ถือเป็นโครงการนำร่องที่จะต้องนำเสนอแผนและทดสอบระบบการใช้งาน ส่วนในอนาคตระบบดังกล่าวจะต้องรองรับที่จะเชื่อมต่อกับระบบขนส่งมวลชนอื่นๆ เช่นรถเมล์ เรือโดยสาร และโครงการรถไฟฟ้าใต้ดิน เป็นต้น
“ตามแผนดำเนินโครงการ 30 เดือนนั้น ในช่วง 6 เดือนเป็นการเสนอแผนออกแบบระบบ จากนั้นจะติดตั้งระบบแล้วเสร็จในเดือนที่ 15 และตั้งแต่เดือนที่ 18 เป็นต้นไปจะมีการทดสอบระบบและทดสอบการเชื่อมต่อกับระบบอื่นๆ “นายสุรพงษ์กล่าว







