
ชงออมภาคบังคับใส่ร่างรธน.
‘พิสิฐ’ดันกม.เกิดหนุนวัยชรามีเงินเพิ่มเงื่อนไขห้ามลูกจ้างถอนเงินก่อน
‘พิสิฐ’ดันกม.เกิดหนุนวัยชรามีเงินเพิ่มเงื่อนไขห้ามลูกจ้างถอนเงินก่อน
สมาคมกองทุนสำรองเลี้ยงชีพ เสนอการออมภาคบังคับเพื่อใช้ในวัยชราในร่าง รธน.ฉบับใหม่
นายพิสิฐ ลี้อาธรรม นายกสมาคมกองทุนสำรองเลี้ยงชีพ เปิดเผยว่า สมาคมเสนอให้การร่างรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ควรมีมาตรการเกี่ยวกับการออมภาคบังคับสำหรับวัยเกษียณ เช่นเดียวกับการนำส่งเงินให้กองทุนประกันสังคม เพื่อให้ประชาชนมีเงินออมไว้ใช้จ่ายในวัยชรา
“ผมพยายามผลักดันเรื่องนี้ตั้งแต่การร่างรัฐธรรมนูญ ปี 2550 เพื่อให้คนไทยมีการออมอย่างทั่วถึง และเพียงพอเพื่อใช้ในยามชราภาพ และตอนนี้ก็ต้องลุ้นให้ร่างฉบับใหม่คงเรื่องนี้เอาไว้ด้วย ซึ่งเรื่องนี้เป็นเรื่องที่รัฐบาลต้องผลักดัน แต่ 7 ปีที่ผ่านมาไม่มีรัฐบาลไหนแตะเรื่องนี้อย่างจริงจัง” นายพิสิฐ กล่าว
ทั้งนี้ รัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช 2550 มาตรา 84 (4) ระบุให้จัดให้มีการออมเพื่อการดำรงชีพในยามชราแก่ประชาชนและเจ้าหน้าที่ของรัฐอย่างทั่วถึง
นายพิสิฐ กล่าวอีกว่า แม้ว่าในปัจจุบันจะมีการออมในระบบ เช่น กองทุนประกันสังคมอยู่แล้ว แต่ผลประโยชน์ที่ได้รับในวัยเกษียณถือว่าน้อยมากและยังไม่เพียงพอ
“ในปัจจุบันประเทศไทยมีแรงงานประมาณ 38 ล้านคน แต่มีลูกจ้างประมาณ 2.6 ล้านคนเท่านั้นที่มีกองทุนสำรองเลี้ยงชีพ ซึ่งถือว่าน้อยมาก นอกจากนี้ เมื่อออมไปสักระยะก็จะลาออกจากกองทุนเพื่อนำเงินไปใช้” นายพิสิฐ กล่าว
นายกสมาคมกองทุนสำรองเลี้ยงชีพจึงเสนอให้เพิ่มเงื่อนไขห้ามสมาชิกกองทุนสำรองเลี้ยงชีพเบิกเงินออกไปใช้ก่อนอายุครบ 60 ปี เนื่องจากที่ผ่านมามีสมาชิกกองทุนจำนวนมากลาออกจากการเป็นสมาชิกกองทุนเพื่อนำเงินออมออกไปใช้ ซึ่งผิดวัตถุประสงค์ในการออม
“ในประเด็นเหล่านี้ทางสมาคมได้หารือกับสำนักงานคณะกรรมการกำกับหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์ (ก.ล.ต.) ไปแล้ว และพยายามจะนำเสนอแนวคิดต่อทุกฝ่ายเมื่อมีโอกาส รวมทั้งพยายามผลักดันให้บริษัทเอกชนขนาดใหญ่จัดตั้งกองทุนสำรองเลี้ยงชีพ” นายพิสิฐ กล่าว
อย่างไรก็ตาม สำหรับนโยบายการลงทุนของกองทุนสำรองเลี้ยงชีพแต่ละกองทุนนั้น นายพิสิฐยอมรับว่า สมาคมไม่มีนโยบายที่จะผลักดันให้กองทุนสำรองเลี้ยงชีพเพิ่มสัดส่วนการลงทุนในหุ้นมากขึ้น เนื่องจากคนไทยยังมีทัศนคติว่า การลงทุนในตลาดหุ้นมีความเสี่ยงสูง
“ทุกวันนี้ก็ยังกลัวๆ กล้าๆ ที่จะผลักดันให้กองทุนสำรองเลี้ยงชีพเพิ่มน้ำหนักการลงทุนในหุ้นให้มากขึ้น เพราะไม่มั่นใจว่าสมาชิกกองทุนจะเข้าใจหรือไม่ เพราะฉะนั้นต้องเริ่มจากการให้ความรู้ความเข้าใจกับสมาชิกกองทุน ต้องเปลี่ยนการรับรู้ของคนไทยก่อน ไม่อย่างนั้นจะกลายเป็นว่าสมาคมผลักดันให้สมาชิกรับความเสี่ยงมากเกินไป” นายพิสิฐ กล่าว
นายกสมาคมกองทุนสำรองเลี้ยงชีพ กล่าวอีกว่า ภารกิจหนึ่งของสมาคม คือ ให้ความรู้และฝึกอบรมคณะกรรมการกองทุนให้มีความรู้ความเข้าใจเกี่ยวกับการลงทุนให้มากขึ้น
ในปัจจุบันมีกองทุนสำรองเลี้ยงชีพที่เข้าเป็นสมาชิกสมาคมประมาณ 200 กองทุน จากจำนวนกองทุนทั้งสิ้น 421 กองทุน นายจ้าง 13,620 ราย และมีสินทรัพย์รวมกัน 7.48 แสนล้านบาท
นอกจากนี้ สมาคมยังจัดโครงการประกวดกองทุนสำรองเลี้ยงชีพดีเด่นขึ้นเป็นประจำ เพื่อเผยแพร่รูปแบบการ บริหารจัดการกองทุนสำรองเลี้ยงชีพดีเด่นให้กองทุนอื่นๆ นำไปปฏิบัติ โดยในปีนี้จะเปิดรับสมัครกองทุนที่สนใจเข้าประกวดจนถึงวันที่ 12 ก.ย. 2557 และมอบรางวัลผู้ชนะวันที่ 20 พ.ย. 2557
“ในปีนี้เราเปิดให้กองทุนสำรองเลี้ยงชีพที่เคยได้รับรางวัลไปแล้วในปีก่อนๆ สามารถสมัครประกวดได้ จากเดิมที่ห้ามกองทุนที่เคยได้รับรางวัลไปแล้วมาประกวดซ้ำอีก” นายพิสิฐ กล่าว
สำหรับการประกวดครั้งนี้ แบ่งเป็นประเภทกองทุนเป็น 4 ประเภท 1.กองทุนขนาดมากกว่า 5,000 ล้านบาท 2.ขนาดระหว่าง 1,000-5,000 ล้านบาท 3.ต่ำกว่า 1,000 ล้านบาทและ 4.บริษัทจัดการกองทุนที่จัดการกองทุนรวม หรือพูลฟันด์ดีเด่น







