
"ฟิโก้"ไล่ซื้อโรงแรมยุโรป3ปี30แห่งกระจายเสี่ยง
จากสถานการณ์การเมืองไม่แน่นอนในไทยที่เกิดขึ้นต่อเนื่อง 10 ปีที่ผ่านมา ส่งผลให้ผู้ประกอบการเริ่มมองหาช่องทางกระจายความเสี่ยงไปลงทุนต่างประเทศมากขึ้น ล่าสุดบริษัท ฟิโก้ คอร์ปอเรชั่น ตระกูล “ศรีชวาลา” เข้าซื้อกิจการโรงแรมในยุโรปเป็นครั้งแรก
จากสถานการณ์การเมืองไม่แน่นอนในไทยที่เกิดขึ้นต่อเนื่อง 10 ปีที่ผ่านมา ส่งผลให้ผู้ประกอบการเริ่มมองหาช่องทางกระจายความเสี่ยงไปลงทุนต่างประเทศมากขึ้น ล่าสุดบริษัท ฟิโก้ คอร์ปอเรชั่น ตระกูล “ศรีชวาลา” เข้าซื้อกิจการโรงแรมในยุโรปเป็นครั้งแรก
กฤษน์ ศรีชวาลา ประธานเจ้าหน้าที่ฝ่ายบริษัทและเจ้าของบริษัท ฟิโก้ คอร์ปอเรชั่น เปิดเผยว่า จะเดินหน้าลงทุนในต่างประเทศมากขึ้น เพื่อกระจายความเสี่ยงทางธุรกิจ โดยลงทุน 80 ล้านยูโร หรือประมาณ 2,560 ล้านบาท ซื้อโรงแรม 9 แห่ง ในเยอรมนี แต่ละแห่งมีห้องพักเฉลี่ย 100 ห้อง เป็นโรงแรมระดับกลาง 34- ดาว เงินลงทุนมาจากการกู้ยืมธนาคารกรุงไทย 45 ล้านยูโร หรือประมาณ 1,440 ล้านบาท ที่เหลือเป็นเงินทุนหมุนเวียนบริษัท และเงินกู้ยืมสถาบันการเงินในยุโรปบางส่วน ตั้งเป้าจะคืนทุนได้ใน 10 ปี พร้อมมีกำไร 89% โดยโรงแรมทั้งหมดจะให้บริษัทในยุโรปเช่าบริหารแล้วแบ่งจ่ายค่าตอบแทนให้บริษัท
รายชื่อโรงแรมที่เข้าซื้อกิจการ ได้แก่ 1.Days Inn Berlin West 2.Days Inn Dresden 3.Ibis Hotel Erfurt Ost 4.Ibis Gelsenkirchen 5.TRYP by Wyndham Bad Oldesloe 6.TRYP by Wyndham Berlin City East 7.TRYP by Wyndham Leipzig North 8.TRYP Wyndham Garden Bad Malente และ 9.TRYP by Wyndham Antwerp ซึ่งก่อนที่บริษัทจะซื้อโรงแรมเหล่านี้ล้วนมีผลประกอบการดี
สาเหตุที่เลือกไปลงทุนในเยอรมนี เนื่องจากมองว่าเป็นประเทศที่มีเศรษฐกิจแข็งแกร่งในยุโรป การเดินทางภายในประเทศเป็นตัวหลักขับเคลื่อนธุรกิจ ประกอบกับช่วงนี้ยุโรปเศรษฐกิจขาลง ทำให้มีโอกาสหาซื้อสินทรัพย์ได้ในราคาที่คุ้มค่า ซึ่งหลังจากนี้ก็จะเดินหน้าหาโอกาสลงทุนโรงแรมในยุโรปเพิ่มอีก โดยสองปีข้างหน้าต้องการมีโรงแรมในยุโรป 2530 แห่ง หรือ 3 เท่าจากปัจจุบัน ซึ่งบางแห่งบริษัทอาจจะบริหารเอง
ซานเจย์ คูมาร์ ซิงห์ กรรมการผู้จัดการ บริษัท ฟิโก้ คอร์ปอเรชั่น กล่าวว่า ฟิโก้ เป็นบริษัทขนาดใหญ่ที่มีธุรกิจหลายสาขา ได้แก่ ธุรกิจบริการอย่าง โรงแรม ร้านอาหาร อสังหาริมทรัพย์ ไปจนถึงโรงงานอุตสาหกรรมสัดส่วนรายได้ 60% มาจากโรงแรมและอสังหาริมทรัพย์อีก 40% มาจากร้านอาหารแบรนด์ต่างๆ ที่บริหารอยู่และโรงงานอุตสาหกรรม หลังจากที่ขยายธุรกิจไปลงทุนโรงแรมในยุโรปแล้ว ก็จะยังรักษาสัดส่วนรายได้ไว้ในระดับนี้ แม้ว่าโรงแรมในยุโรปจะทำให้รายได้ของธุรกิจโรงแรมเติบโตขึ้น แต่ก็ไม่ได้มากจนมีนัยสำคัญทำให้สัดส่วนรายได้เปลี่ยนไป เพราะธุรกิจอื่นๆ รายได้ก็เติบโตเช่นกัน
สำหรับพื้นที่ในยุโรปที่ฟิโก้สนใจลงทุนเพิ่ม ได้แก่ พื้นที่อื่นของเยอรมนี อังกฤษ เนเธอร์แลนด์ เบลเยียม และสเปน เนื่องจากเป็นประเทศที่มีเศรษฐกิจแข็งแกร่ง แต่ก็ต้องขึ้นอยู่กับโอกาสและพันธมิตรที่จะมาบริหารสินทรัพย์ด้วย
“ปัจจุบันฟิโก้มีสินทรัพย์ที่เป็นโรงแรมมูลค่า 350-400 ล้านยูโร หรือ 1.12-1.28 หมื่นล้านบาท หลังจากลงทุนโรงแรมในเยอรมนี 9 แห่ง จะทำให้สินทรัพย์เพิ่มขึ้น 20-30%” ซานเจย์ กล่าว
นอกเหนือจากการลงทุนในยุโรปแล้ว ฟิโก้ก็จะเดินหน้าขยายการลงทุนในประเทศควบคู่ไปด้วย โดยอยู่ระหว่างการสร้างสำนักงานให้เช่าเซอร์วิสอพาร์ตเมนต์และโรงแรมระดับกลางเพิ่มเติม รวมทั้งมีแผนขยายสาขาของแบรนด์ร้านอาหารที่บริหารอยู่ ส่วนการลงทุนในเอเชียก็จะเดินหน้าเช่นกัน ในรูปแบบลงทุนผ่านบริษัท เอฟโวลูชั่น แคปปิตอล ที่ฟิโก้ถือหุ้นอยู่ เช่นเดียวกับ ทูน โฮเต็ล คือเป็นการให้เอฟโวลูชั่น แคปปิตอล ไปซื้อแฟรนไชส์โรงแรมมาบริหาร
ซานเจย์ กล่าวว่า ภาพรวมธุรกิจโรงแรมในไทยช่วงที่ผ่านมาได้รับผลกระทบจากสถานการณ์การเมืองที่ไม่แน่นอน ไตรมาสแรกเป็นช่วงที่ได้รับผลกระทบมากสุด แต่ก็เริ่มเห็นสัญญาณดีขึ้นแล้ว และคาดไตรมาสสุดท้ายนี้ การท่องเที่ยวจะดีใกล้เคียงกับช่วงเดียวกันของปีก่อน แต่รวมทั้งปีนี้รายได้ท่องเที่ยวคงลดเมื่อเทียบกับปีก่อน แต่ปี 2558 คาดว่าจะกลับมาโตได้อีกครั้งในระดับ 5% เมื่อเทียบปีนี้
“แม้การท่องเที่ยวไตรมาสสุดท้ายน่าจะดีกว่าทุกไตรมาสที่ผ่านมา แต่อาจจะดีได้ไม่เต็มที่ เพราะประเทศต่างๆ ยังประกาศเตือนการเดินทางมาไทยระดับสูงอยู่ หากประเทศเหล่านี้ทยอยยกเลิกประกาศเตือน ก็น่าจะทำให้การท่องเที่ยวไทยดีขึ้นได้มาก” ซานเจย์ กล่าว
ด้าน ธีระยุทธ จิราธิวัฒน์ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร เครือโรงแรมเซ็นทารา กล่าวว่า ที่ผ่านมาเซ็นทาราขยายโรงแรมไปต่างประเทศ ได้แก่ มัลดีฟส์ ศรีลังกา มอริเชียส เวียดนาม และบาหลี เนื่องจากต้องการให้แบรนด์เซ็นทาราเป็นที่รู้จักมากขึ้นในต่างประเทศ ส่วนยุโรปหากมีโอกาสก็น่าสนใจ เพื่อสร้างความใกล้ชิดกับลูกค้าในตลาดยุโรปมากขึ้น
เมื่อเศรษฐกิจยุโรปยังไม่ฟื้นดี จึงเป็นโอกาสที่ทุนไทยจะไปแสวงหาโอกาสซื้อกิจการในยุโรป เพื่อการเติบโตและลดเสี่ยง







