
‘กัมพูชา’ตลาดที่ไทยมองไม่เห็น
“กัมพูชา” ตลาดที่ไทยมองไม่เห็น (Cambodia Unseen Market) บรรยากาศระหว่างไทยกับกัมพูชาเริ่มดีขึ้นตามลำดับหลังจากที่นายกรัฐมนตรีของกัมพูชาได้ปล่อยตัววีระ สมความคิด กลับสู่ประเทศไทย ซึ่งน่าจะเป็นสัญญาณที่ดีในการมองกัมพูชาในอีกมิติหนึ่ง
“กัมพูชา” ตลาดที่ไทยมองไม่เห็น (Cambodia Unseen Market) บรรยากาศระหว่างไทยกับกัมพูชาเริ่มดีขึ้นตามลำดับหลังจากที่นายกรัฐมนตรีของกัมพูชาได้ปล่อยตัววีระ สมความคิด กลับสู่ประเทศไทย ซึ่งน่าจะเป็นสัญญาณที่ดีในการมองกัมพูชาในอีกมิติหนึ่ง
ที่ผ่านมาความร้าวฉานทางการเมืองระหว่างไทยกับกัมพูชามีมาโดยลำดับ กัมพูชาจึงเป็นตลาดที่ไทยหวาดกลัว และนักธุรกิจไม่ค่อยให้ความสนใจ โดยกำลังซื้อค่อนข้างต่ำเป็นปัจจัยหลักที่ทำให้นักธุรกิจส่วนใหญ่ไม่กล้าเสี่ยง
ในความเป็นจริงแล้วนับตั้งแต่กัมพูชาเป็นสมาชิก WTO มาตั้งแต่ปี 2547 เศรษฐกิจและการค้าของกัมพูชาเติบโตขึ้นมี GDP อยู่ที่ระดับ 78% ตลอด 10 ปีที่ผ่านมา โดยคาดการณ์ว่าจะยังคงอัตราระดับนี้ไปอีกอย่างน้อย 2 ปี แม้จะยังรั้งตำแหน่งประเทศที่ยากจนที่สุดประเทศหนึ่งในเอเชีย แต่อัตราความยากจน (Poverty Rate) เริ่มลดลงผลมาจากการไหลบ่าของเม็ดเงินลงทุนจากต่างชาติ ภาคการส่งออกสิ่งทอ เสื้อผ้าและรองเท้า ธุรกิจท่องเที่ยวเริ่มคึกคัก ต่างประเทศสนใจในมรดกโลก ธุรกิจอสังหาริมทรัพย์ โครงการก่อสร้างต่างๆ ผุดขึ้นจำนวนมาก ทำให้กัมพูชามีระดับ GDP ที่มั่นคงตลอด 10 ปีที่ผ่านมา
จีรนันท์ วงษ์มงคล อัครราชทูตไทยฝ่ายการพาณิชย์ กล่าวว่า ช่วงเวลาต่อจากนี้ไปอีก 35 ปี จะเป็นช่วงที่อสังหาริมทรัพย์เติบโต เช่น ธุรกิจบริการอย่างห้างค้าปลีกสรรพสินค้าของญี่ปุ่น เกาหลีและมาเลเซีย แสดงให้เห็นว่าคนกัมพูชามีกำลังซื้อ คนมีงานทำ มีรายได้เพิ่มขึ้นกันทุกคน ปัจจุบันยังไม่ค่อยมี SMEs ไทยเข้ามาลงหลักปักฐานทำธุรกิจในกัมพูชากันมากเท่าไร ทั้งที่คนไทยมีโอกาสมากมาย โดยเฉพาะอย่างยิ่งโครงการก่อสร้างต่างๆ หมู่บ้าน คอนโดมิเนียม คนกัมพูชาขาด Knowhow ในการก่อสร้างมากมายแต่เสียดายยังไม่มีผู้รับเหมาคนไทยเข้ามาเลย มีแต่จีนและเกาหลีที่เข้ามาลงทุนและถ่ายทอดเทคโนโลยีให้
การเข้าไปลงทุนในกัมพูชาควรเริ่มจากการไปเที่ยว เพื่อปรับทัศนคติลดความหวาดระแวง ควรเดินทางเข้ามาดูช่องทางสักระยะ แล้วพิจารณาโอกาสว่ามีอะไรบ้างที่สอดคล้องกับจุดแข็งของไทย หรือดูว่าต่างประเทศมาลงทุนอะไรบ้าง อย่างเช่น คนจีน เกาหลี ญี่ปุ่นมีแนวโน้มจะย้ายคนชรามาอยู่ที่นี่ ส่วนกัมพูชาเองก็ต้อนรับการลงทุนจากต่างชาติ ไม่ว่าจะเป็นรายเล็กรายน้อย SMEs ไทยควรรีบปรับทัศนคติแล้วเข้าชิงพื้นที่ที่ว่างในอุตสาหกรรมเมืองกัมพูชาก่อนจะไม่มีที่ยืน
ธุรกิจที่น่าลงทุนในกัมพูชานอกจากการก่อสร้างและอสังหาริมทรัพย์ ได้แก่ ธุรกิจร้านขายอาหาร ซึ่ง SMEs ไทยมีความเก่งและถนัดมาก คนกัมพูชาชอบอาหารไทยเพราะรสชาติใกล้เคียงกัน จึงเป็นโอกาสที่ดีมากของธุรกิจอาหารไทยผสมผสานกับอาหารกัมพูชา อีกสิ่งที่ได้รับความนิยมไม่แพ้กันคือ สินค้าโอท็อปแฮนด์เมดที่เจาะกลุ่มนักท่องเที่ยวเพื่อเป็นของขวัญของที่ระลึก จึงเป็นโอกาสของนักธุรกิจชาวไทยในการเข้ามาพัฒนาสินค้าของที่ระลึกในกัมพูชา
ส่วนอีกธุรกิจในกรอบ CMLV ที่มีความคลึงกัน ได้แก่ สินค้าอุปโภคบริโภคของใช้ประจำวันใช้แล้วหมดไป (Fast Moving Consumer Good ; FMCG) เป็นกลุ่มสินค้าที่ไทยนำเข้ามาในกัมพูชา โดยครองส่วนตลาดสูงถึง 40% ด้วยความสะดวกทางด้านโลจิสติกส์ที่มีพรมแดนติดต่อกันยาวถึง 800 กิโลเมตร โดยที่ไลฟ์สไตล์ของคนในกัมพูชาเริ่มเปลี่ยนแปลงไป การใช้ชีวิตจะหรูหราขึ้น ร้านก๋วยเตี๋ยวต้องติดแอร์ร้านกาแฟต้องดูดี มีอินเทอร์เน็ต ไวไฟ มีบริการด้านสุขภาพ ฟิตเนส คลับเฮาส์ที่ทันสมัยมากขึ้น จากผลพวงของวัฒนธรรมข้ามชาติประกอบกับชนชั้นกลางของกัมพูชาที่เป็นคนรุ่นใหม่ (Young Entrepreneur) ที่มีผลทำให้ Life Style ของคนกัมพูชาเปลี่ยนแปลงไป มีนิสัยกล้าใช้เงินกับสินค้าหรูหราฟุ่มเฟือยมากขึ้น
จากข้อมูลดังกล่าวข้างต้นจะเห็นได้ว่า นักธุรกิจไทยไม่ควรมองข้ามโอกาสอันดีงามของกำลังซื้อและพฤติกรรมที่เปลี่ยนแปลงไปในสังคมกัมพูชา หากคนไทยละทิ้งโอกาสจะกลับกลายเป็นการเปิดโอกาสให้นักลงทุนจากประเทศอื่นทั้งในและนอกอาเซียนเข้ามาแทรกตลาดการค้าที่สดใสในกัมพูชา เพราะเราเป็นประเทศที่ใกล้กันมาก
อีกทั้งประเทศไทยยังมีจุดแข็งโดดเด่นหลายด้านทั้งคุณภาพสินค้า ชื่อเสียงตราสินค้า เพียงปรับทัศนคติของนักธุรกิจไทยที่มีต่อกัมพูชาเป็นอันดับแรกให้ลืมเรื่องราวในอดีต และหันมามองกัมพูชาอย่างมิตรเพื่อนบ้านที่มีทรัพยากรมีค่าคือ ชาวกัมพูชารุ่นใหม่ที่มีกำลังซื้อต้อนรับสินค้า บริการและความรู้ในนวัตกรรมใหม่ๆ จากบ้านเรา







