
หนุนผ่านก.ม.หลักประกันธุรกิจช่วยSME2ล้านราย
4 องค์กร ประสานเสียงหนุนกฎหมายหลักประกันทางธุรกิจ ชี้ช่วยพัฒนาเศรษฐกิจไทย หนุนความมั่นใจให้แบงก์ปล่อยกู้ และทำให้เอสเอ็มอีอีก 2 ล้านรายเข้าถึงสินเชื่อ
4 องค์กร ประสานเสียงหนุนกฎหมายหลักประกันทางธุรกิจ ชี้ช่วยพัฒนาเศรษฐกิจไทย หนุนความมั่นใจให้แบงก์ปล่อยกู้ และทำให้เอสเอ็มอีอีก 2 ล้านรายเข้าถึงสินเชื่อ
นายประสาร ไตรรัตน์วรกุล ผู้ว่าการธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) กล่าวในงานเสวนา”กฎหมายหลักประกันทางธุรกิจจะช่วยให้ไทยเข้มแข็งทางเศรษฐกิจจริงหรือไม่?” ว่า เท่าที่ช่วยกันดูรายละเอียดรอบครอบของกฎหมายนี้แล้ว ถึงจะยังไม่แน่ใจว่าจะช่วยให้อัตราการเติบโตทางเศรษฐกิจ(จีดีพี)โตได้มากแค่ไหน แต่เชื่อว่าช่วยในการพัฒนาเศรษฐกิจการเงินของไทยแน่นอน เนื่องจากกฎหมายนี้จะช่วยให้สถาบันการเงินมั่นใจในแนวหลัง คือ ปล่อยกู้ไปแล้วหากเกิดความเสียหายจะได้เงินคืนอย่างไร(LGD) ยกตัวอย่าง ปล่อยกู้ไปสัก 100 บาท หากเสียหายได้คืนมา 50 บาทก็ดีกว่าไม่ได้อะไรเลย ถึงกฎหมายนี้จะไม่ช่วยสร้างความมั่นใจในด่านหน้า คือ ให้มั่นใจว่าจะได้เงินกู้คืน(PD)หรือไม่ แต่ก็ช่วยให้เจ้าของเงินหรือเจ้านี้ที่ปล่อยกู้ให้รายย่อยหรือเอสเอ็มอีมั่นใจในการให้กู้มากขึ้น ช่วยเอสเอสอีมีโอกาสเข้าถึงสินเชื่อในระบบมากขึ้น
“เดิมกฎมายทีมีอยู่เดิมก็อยู่กันได้ แต่การจะยึดกฎหมายจดจำนองจำนำที่ใช้หลักประกันเหมือนในปัจจุบันคงไม่เพียงพอ ที่จะช่วยให้ผู้ประกอบการเอสเอ็มอีที่ปัจจุบันมีถึง 2.7-2.9 ล้านราย แต่เข้าถึงสินเชื่อแค่ประมาณ 7-9 แสนราย ยังมีอีกถึง /2 ล้านรายที่ยังเข้าไม่ถึง มีโอกาสได้รับสินเชื่อในระบบสถาบันการเงินเพิ่มขึ้น ทั้งทีเอสเอ็มอีเหล่านี้มีส่วนสำคัญในการสร้างมูลค่าจีดีพีที่ปัจจุบันมี 10 กว่าล้านล้าบาท ในจำนี้เป็นสัดส่วนที่มาจากเอสเอ็มอีประมาณ 4 ล้านล้านบาท ซึ่งคิดเป็น 40%ของจีดีพี และเอสเอ็มอีมีส่วนช่วยการจ้างงานอีกจำนวนมาก ยังไม่นับส่วนที่ไปเกี่ยวข้องเป็นซับไพร์เซนในอุตสาหกรรมขนาดใหญ่อีก ฉะนั้น การช่วยเอสเอ็มอีจะช่วยพัฒนาเศรษฐกิจด้วย ” นายประสารกล่าว
นายบุญทักษ์ หวังเจริญ ประธานสมาคมธนาคารไทย กล่าวว่า การมีกฎหมายนี้ออกมาบังคับใช้น่าจะช่วยลดต้นทุนในการพิจารณาปล่อยกู้ ทำให้คนที่ยังเข้าไม่ถึงสินเชื่อในระบบ เข้าถึงสินเชื่อได้ และทำให้คนที่เข้าถึงแล้วมีต้นทุนการเงินที่ถูกลง ที่สำคัญการมีกฎหมายนี้จะช่วยให้การทุรกรรมของธุรกิจมีกฎหมายรองรับได้ จากเดิมที่ทำธุรกิจได้แต่ไม่มีกฎหมายรองรับ ซึ่งทำให้ความสามารถในการแข่งขันขอประเทศดีขึ้นด้วย แต่ถ้าไม่มีการความสามารถในการแข่งขันจะลดลง ซึ่งกฎหมาการรองรับการทำธุรกิจขนาดประเทศกัมพูชาและอินโอนีเซียก็มีแล้ว
สอดคล้องกับความเห็นของ นายปรเมธี วิมลศิริ รองเลขิการสำนักงานคณะกรรมการพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ (สศช.) ที่กล่าวเห็นด้วยกับการผลักดันกฎหมายนี้ออกใช้ เพื่อประโยชย์ทางเศรษฐกิจและการเข้าถึงสินเชื่อขอเอสเอ็มอี โดยสศช.ไม่มีอะไรขัดข้องในการนำร่างกฎหมายนี้มาใช้
ด้านนางเพ็ญทิพย์ พรจะเด็ด นายกสมาคมส่งเสริมผู้ประกอบการวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อมไทย กล่าว ว่า ถ้ากฎหมายนี้ผ่านจะถือเป็นความโชคดีของเอสเอ็มอีที่จะจะมีโอกาสเข้าถึงสินเชื่อได้มากขึ้น เพราะเอสเอ็มอีที่ยังเข้าไม่ถึงอีก 2 ล้านรายน่าเป็นห่วง







